( 30 กันยายน 2552)
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ย้ายที่ทำการ
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้แจ้งย้ายที่ทำการไปยังที่ทำการแห่งใหม่ตั้งอยู่เลขที่ 876, Chaussee de Waterloo, 1000 Brussels ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2552 เป็นต้นไปโดยยังคงใช้หมายเลขโทรศัพท์และโทรสารเดิม
(30 กันยายน 2552)

กรมการกงสุลจัดบริการทำหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ด้วยกรมการกงสุลมีกำหนดจัดส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกให้บริการรับคำร้องขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป (ไม่รวมหนังสือเดินทางพระภิกษุและหนังสือเดินทางราชการ) จังหวัดนครศรีธรรมราช ณ ที่ว่าการอำเภอทุ่งสง ระหว่างวันที่ 22 - 25 กันยายน 2552
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก แก่ประชาชนในจังหวัดข้างต้นและจังหวัดใกล้เคียงให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำหนังสือเดินทางยังสำนักงานหนังสือเดินทางต่างๆ
เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทาง
บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ยังไม่หมดอายุและไม่ถูกยกเลิกการใช้งาน
กรณีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์)
1. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) / กรณีอายุยังไม่ถึง 15 ปี ให้ใช้สูติบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ฉบับจริง)
2. ทะเบียนบ้านหรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำร้องถูกต้อง (ไม่อยู่ระหว่างการย้ายหรืออยู่ในทะเบียนบ้านกลางหรือขัดข้องด้วยเหตุอื่น)
3. บัตรประจำตัวประชาชนของบิดาและมารดา (ฉบับจริง)
4. บิดาและมารดาต้องมาลงนามให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ทั้งสองคน
4.1 กรณีบิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสและผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะของ มารดาแต่ผู้เดียว ให้มารดาเป็นผู้ลงนามพร้อมแสดงหนังสือรับรองการปกครองบุตรที่ออกโดยอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น (ฉบับจริง)
4.2 กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนหย่า ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ผู้เดียวที่ระบในบันทึกการหย่าเป็นผู้ลงนาม ให้ความยินยอมพร้อมกับบันทึกการหย่า (ฉบับจริง)
4.3 กรณีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอมได้ ให้ผู้นั้นทำหนังสือยินยอมจากอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น(ฉบับจริง)และนำ มาแสดง
5. ใบเปลี่ยนชื่อหรือสกุลของผู้เยาว์ บิดาและมารดาตัวจริง (หากมี)
(16 กันยายน 2552)
เปิดให้บริการแล้ว
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ภูเก็ต จะเปิดให้บริการแก่ประชาชนที่ต้องการขอหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป และหนังสือเดินทางราชการ โดยผู้ขอหนังสือเดินทาสามารถไปติดต่อขอรับบริการได้ที่สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ภูเก็ต ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณศาลากลางจังหวัด (หลังใหม่) ถนนนริศร อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต 83000 โดยขอให้นำเอกสารหลักฐานในการขอรับริการไปแสดง ดังนี้
การขอหนังสือเดินทางบุคคลทั่วไป
- ผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว นำบัตรประชาชน ฉบับจริง ที่ยังไม่หมดอายุไปแสดงเพียงอย่างเดียว
- ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่อายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว ให้นำบัตรประชาชนฉบับจริงไปแสดง พร้อมกับ ให้บิดา และมารดา ไปลงนามให้ความยินยอมด้วย โดยบิดา และมารดาต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนไปแสดง หรือหากบิดาและมารดาไม่สามารถไปได้ก็ให้นำหนังสือยินยอมของบิดาและมารดา ที่ทำจากที่ว่าการอำเภอไปแสดงแทนก็ได้
- ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ที่อายุต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ ให้นำสูติบัตรฉบับจริงไปแสดง และ ให้บิดา และมารดาไปลงนามให้ความยินยอม หากบิดาและมารดาไม่สามารถเดินทางไปด้วยได้ ให้ทำหนังสือยินยอม และหนังสือมอบอำนาจจากที่ว่าการอำเภอมอบให้ผู้ได้รับมอบอำนาจถือไปแสดงแทน ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจในการลงนามให้ความยินยอมแทนต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนไปแสดงด้วย
การขอหนังสือเดินทางราชการ
- ผู้ขอต้องนำบัตรประจำตัวข้าราชการฉบับจริงไปแสดง พร้อมกับสำเนาทะเบียนบ้าน
- ผู้ขอต้องมีบันทึกจากส่วนราชการต้นสังกัดที่อนุมัติให้เดินทางไปราชการต่างประเทศได้
- ผู้ขอต้องนำหนังสือจากหัวหน้าส่วนราชการต้นสังกัดที่มีถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอให้ออกหนังสือเดินทางราชการแก่ผู้ขอมาแสดง ค่าธรรมเนียม
- หนังสือเดินทางบุคคลทั่วไป และหนังสือเดินทางราชการ มีค่าธรรมเนียมเล่มละ 1,000
บาท และค่าธรรมเนียมการส่งไปรษณีย์อีก 35 บาท
ระยะเวลาการได้รับเล่ม
- ผู้ขอจะได้รับเล่มภายใน 1 สัปดาห์นับจากวันขอทางไปรษณีย์ ตามที่อยู่ที่ได้แจ้งไว้การติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม
- สามารถสอบถามไปยังสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ภูเก็ต ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่หมายเลขโทรศัพท์ 076-222083 , 076 - 222080 , 076- 222081
(14 กันยายน 2552)
เตือนหญิงไทยค้ายาโทษประหาร
กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เตือนหญิงไทยถูกชักนำเข้าสู่กระบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ผู้ถูกจับกุมอาจต้องโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
ปัจจุบันคนไทยถูกชักนำเข้าสู่กระบวนการค้ายาเสพติดในฐานะผู้ลักลอบขนยาเสพติดจากแหล่งผลิตในประเทศที่สาม (อินเดีย และปากีสถาน) ไปยังแหล่งจำหน่ายในประเทศจีน ผู้จ้างวานส่วนใหญ่จะเป็นชาวแอฟริกันตะวันตกที่เข้ามาในประเทศไทย กลุ่มคนเหล่านี้จะเริ่มต้นด้วยการใช้ "นกต่อ" ที่เป็นผู้หญิงไทยซึ่งอาจเป็นภรรยาของตนติดต่อกับ "เหยื่อ" หญิงไทยที่พร้อมจะเสี่ยงเป็นผู้ขนลำเลียงยาเสพติด นกต่อจะให้เหยื่อเดินทางไปยังแหล่งยาเสพติด โดยออกค่าเดินทางพร้อมเงินติดตัวไม่รวมค่าจ้าง เมื่อได้รับของจะเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่จะนำส่งยาเสพติด คือประเทศจีน ปัจจุบันมีตัวเลขนักโทษไทยที่ถูกจับกุมในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดเข้าประเทศจีนอยู่ถึง 60 ราย
ที่น่าเป็นห่วงคือ กว่าครึ่งของนักโทษที่ถูกจับกุมรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าโทษที่ได้รับหนักเพียงไร กลุ่มคนเหล่านี้มีอายุในวัยทำงานเฉลี่ย 20-30 ปี ซึ่งผู้ถูกจับกุมถูกนายหน้า คนกลาง ชักจูงว่าหากถูกจับได้รับโทษจำคุกเพียง 5-10 ปี เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงโทษที่จะได้รับนั้นเป็นโทษสูงสุดคือประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต นอกจากนั้นยังมีหญิงไทยจำนวนหนึ่งต้องโทษในอเมริกาใต้ จำนวน 17 คน ในข้อหาลักลอบขนยาเสพติด
กองคุ้มครองฯ กรมการกงสุล จึงขอเตือนหญิงไทยขอให้คำนึงถึงผลร้ายของการค้ายาเสพติดที่ทำลายสังคมและเยาวชน และตระหนักว่าไม่มีทางรอดต้อโทษสูงสุดประหารชีวิต ครอบครัวเดือดร้อนยิ่งกว่าเดิม หรือหากผู้ใดพบเบาะแสที่จะช่วยป้องกันปัญหานี้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองคุ้มครองฯ กรมการกงสุล โทร. 02-575-1046-51
(3 กันยายน 2552)
ระวัง ตกเป็นเหยื่อหลอกลวงไปค้าประเวณี
กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ว่าหญิงไทย 2 รายร้องขอความช่วยเหลือให้ส่งตัวกลับประเทศไทย จากการสอบสวนหญิงไทยทั้งสอง ทำงานเป็นหมอนวดแผนโบราณที่จตุจักร เมื่อประมาณเดือน มิถุนายน 2552 ได้รับการชักชวนจากหญิงไทย (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง ) ซึ่งเป็นลูกค้าที่มารับบริการนวดแผนโบราณ ชักชวนให้ไปทำงานนวดแผนโบราณที่อินโดนิเซีย โดยมีชายชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง ) เป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายต่างๆให้ก่อนโดยได้เสนอให้หญิงไทยทั้งสองจ่ายเงินคืนให้เมื่อเสร็จสิ้นการทำงาน และเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว หญิงไทยทั้งสองจึงตัดสินใจเดินทางไปทำงานนวดแผนโบราณที่ประเทศอินโดนิเซียตามคำชักชวน เมื่อเดินทางไปถึงกรุงจาการ์ตาได้มีชายชาวจีนไปรับที่สนามบิน และถูกนำตัวไปพักที่บ้านย่านชานเมืองซึ่งชายผู้นั้นแจ้งว่าเป็นบ้านพักของพนักงาน และถูกยึดหนังสือเดินทางโดยอ้างว่าเป็นกฎของบริษัทเพื่อป้องกันมิให้พนักงานหนีกลับประเทศไทยก่อนกำหนด วันต่อมาได้มีรถยนต์ไปรับหญิงไทยทั้งสอง และนำไปที่โรงแรม Mariobolo Hotel & Spa ซึ่งเป็นโรงแรมย่านนักเที่ยวกลางคืน และบังคับให้หญิงไทยทั้งสองทำงานค้าบริการทางเพศไม่ใช่นวดอย่างที่ตกลงกันไว้ และให้ทำงาน เป็นกะ 12 ชม. 13.00 - 01.00 น.หรือ14.00 - 02.00 น. หญิงไทยทั้งสองร้องขอที่จะกลับประเทศไทย และได้รับการปฎิเสธและให้หญิงไทยทั้งสองรับแขกจนครบ 30 คนก่อนเพื่อใช้หนี้ให้หมดก่อนจึงจะปล่อยตัวให้กลับประเทศไทย หญิงไทยทั้งสองจึงได้ทำงานให้บริการทางเพศระยะหนึ่งแต่เมื่อครบกำหนดกลับหญิงไทยทั้งสองก็ไม่ได้กลับประเทศไทย โดยถูกอ้างว่ายังใช้หนี้ไม่หมด ดังนั้นหญิงไทยทั้งสองจึงหลบหนีออกมาจากที่พัก และมาขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูต เพื่อขอความช่วยเหลือในการส่งตัวกลับประเทศไทย
กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจึงขอประชาสัมพันธ์เตือนคนไทยเกี่ยวกับการหลอกลวงในลักษณะนี้ อย่าได้หลงเชื่อเมื่อถูกชักชวนให้ไปทำงานนวดในต่างประเทศ จึงขอเตือนหญิงไทย ให้ทราบว่าการทำงานในต่างประเทศต้องมี
1. สัญญาจ้างงานที่นายจ้างนำให้สถานทูตไทยในต่างประเทศรับรอง
2. ต้องได้รับอนุญาตจากกรมการจัดหางาน
3. ต้องมีวีซ่าสำหรับทำงานเท่านั้น หากผู้ชักชวนไม่มี 3 สิ่งนี้ แสดงว่ามีเจตนาล่อลวง อย่าได้หลงเชื่อไปทำงานโดยผิดกฏหมายเป็นอันขาด
(3 กันยายน 2552)
คิดให้ดีก่อนตัดสินใจสมรสกับชาวต่างชาติ
กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศหลายแห่ง ว่าหญิงไทย ที่สมรสกับชาวต่างชาตินั้นมักจะเกิดปัญหาในหลายๆเรื่องตามมา โดยได้ขอให้ทางกระทรวงการต่างประเทศ ช่วยเหลือในปัญหาต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น การสมรสอำพรางกับชาวต่างชาติเพื่ออำพรางไปทำงานยังต่างประเทศ แต่สุดท้ายก็ถูกจับได้ และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย หรือแม้แต่ การสมรสด้วยความรัก เมื่อฝ่ายหญิงย้ายไปอยู่กินกับสามีในต่างประเทศ ต้องมีการปรับตัวอย่างมากทั้งภาษา วัฒนธรรมรวมถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้เข้ากับการดำเนินชีวิตประจำวัน บางครั้งก็เกิดความเครียด ทำให้เกิดปัญหากับสามีต่างชาติจนมีปากเสียงจนถึงขั้นทำร้ายร่างกาย และอาจลงท้ายด้วยการหย่าร้างในที่สุด หรือเมื่อกำเนิดบุตรสามีต่างชาติบางรายต้องการแค่ลูกแต่ไม่ต้องการภรรยา บ่อยครั้งมีการหย่าร้างโดยหญิงไทยไม่สามารถเรียกร้องใดๆจากสามีชาวต่างชาติได้ บางรายชาวต่างชาติไม่ยินยอมให้ลูกอยู่กับแม่โดยการลักลอบพาลูกหนีไปจากบ้าน และไปอยู่ที่อื่น โดยหญิงไทยที่เป็นแม่ไม่สามารถตามหาพบ จึงเข้าขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้ติดตามหาบุตรของตน หญิงไทยบางรายที่แต่งงานกับชาวต่างชาติอยู่กินจดทะเบียนเป็นสามี ภรรยา เมื่อหญิงไทยเกิดตั้งท้องและได้กำเนิดบุตร แต่สามีชาวต่างชาติไม่ยอมรับว่าเป็นพ่อเด็ก เพราะหญิงไทยกับชาวต่างชาติที่แต่งงานกันเกิดปัญหาระหองระแหงและไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ดังนั้นสามีชาวต่างชาติจึงไม่เชื่อว่าเด็กที่เกิดมานั้นเป็นลูกตัวเองจริงหรือไม่จึงเกิดปัญหาหย่าร้างและฟ้องร้อง กันเกิดขึ้น
กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ จึงขอประชาสัมพันธ์เตือนหญิงไทยที่คิดจะสมรสอำพรางกับชาวต่างชาติเพื่อไปทำงานนั้น เมื่อถูกจับได้จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และจำคุก หรือ หญิงไทยที่คิดจะสมรสกับชาวต่างชาติ ควรศึกษารายละเอียดต่าง ๆ รวมทั้งเรียนรู้ซึ่งกันและกันให้มากก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงานหรือย้ายไปอยู่กับสามีชาวต่างชาติ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา ควรคิดให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจสมรสกับชาวต่างชาติ
(3 สิงหาคม 2552)
การประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกประจำปี 2552 วันสุดท้าย
การประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกในวันสุดท้าย (28 สิงหาคม 2552) ภาคเช้าเริ่มต้นด้วยการบรรยายของศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร โดย นายนโรตม์ ศังขมณี ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และนายรังสรรค์ ร่วมวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักบริหารการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปเกี่ยวกับกระบวนการเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงการต่างประเทศ กรมการปกครอง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในส่วนของการลงทะเบียน การกำหนดสถานที่เลือกตั้ง และการกำหนดระยะเวลาในการเลือกตั้ง เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนไทยในต่างแดนสามารถใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งได้เช่นเดียวกับคนไทยในประเทศไทยทุกประการ
ต่อจากนั้น เป็นการบรรยายเรื่อง การลักลอบค้ายาเสพติดของชาวแอฟริกันตะวันตก โดยพล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ซึ่งได้สรุปภาพรวมของกระบวนการค้ายาเสพติดทั่วโลก ต่อเนื่องด้วยการสรุปรายละเอียดของวงจรยาเสพติดโดย พ.ต.อ.อิทธิพล กิจสุวรรณ รองผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1 นำเสนอสถิติที่เกี่ยวข้องของชนชาติแอฟริกา พร้อมกับการยกตัวอย่างคดีสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นโดยมีภาพและวิดีทัศน์ประกอบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่กงสุลรู้เท่าทันกระบวนการค้ายาเสพติด และเสริมสร้างความสามารถในการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการตรวจลงตรา และการใช้เอกสารเดินทางต่างๆ
จากนั้นเป็นการบรรยายในหัวข้อการดูแลสุขภาพจิตในการทำงานกงสุลและการรับมือผู้มาติดต่อที่มีพฤติกรรมต่างๆ โดย คุณสุภาวดี นวลมณี นักวิชาการสาธารณสุข 9 ซึ่งได้เสนอแนะแนวทาง ประสบการณ์ และข้อคิดเห็นในเชิงจิตวิทยาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถดูแลและจัดการกับผู้มาติดต่อขอรับบริการที่บ่อยครั้งอาจจะมีความเครียดหรือพฤติกรรมไม่ปกติได้เป็นอย่างดี และสามารถนำหลักการไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข
ในช่วงบ่าย ที่ประชุมได้มีโอกาสต้อนรับสื่อมวลชนอาวุโส 2 ท่าน คือ นายดำรง พุฒตาล อดีตสมาชิกวุฒิสภา และผู้ก่อตั้งนิตยสารคู่สร้างคู่สม และนายดำฤทธิ์ วิริยะกุล หัวหน้าข่าวภูมิภาค หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยคุณดำรงได้บรรยายในหัวข้อ งานกงสุลในสายตาสื่อมวลชน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับการทำงานด้านกงสุล และยังได้ย้ำถึงบทบาทของสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลของไทยในการช่วยประสานงานการถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีในประเทศต่างๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญมากในการเผยแพร่ข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ ชีวิตความเป็นอยู่ของนักการทูตในต่างแดน และยังเป็นประโยชน์ต่อการชี้แจงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเทศไทยให้แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติในประเทศนั้นๆ อีกด้วย คุณดำฤทธิ์ ได้บรรยายในหัวข้อ งานกงสุลกับการประชาสัมพันธ์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการประชาสัมพันธ์มีผลต่อการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานกงสุลที่เกี่ยวข้องกับประชาชน และยังได้กล่าวย้ำถึงบทบาทของสื่อมวลชนในการเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการรับเรื่องราวร้องเรียนต่างๆ ของคนไทยในต่างประเทศ การเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่การจัดกิจกรรมต่างๆ ของทั้งชุมชนคนไทยและของสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ และการเป็นเครื่องมือช่วยเสริมสร้างความร่วมมือและความสามัคคีของคนไทยในต่างแดนด้วย
ปิดท้ายสำหรับการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกประจำปี 2552 นี้ เป็นการบรรยายหัวข้อการควบคุมดูแลจัดส่งรายได้งานการกงสุล โดยนางวัชรา มณีปกรณ์ หัวหน้ากลุ่มงานตรวจสอบภายในระดับกระทรวงฯ ได้สรุปสภาพปัญหาและแนะนำขั้นตอนรายละเอียดที่ถูกต้องการจัดส่งรายได้แผ่นดินในส่วนของงานการกงสุล เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้โดยไม่มีข้อบกพร่อง ไม่ขัดต่อระเบียบที่เกี่ยวข้อง และป้องกันการทุจริต เนื่องจากบ่อยครั้งที่การทุจริตเกิดขึ้นโดยคาดไม่ถึงหรือเกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจที่มากเกินไป จึงขอเน้นย้ำให้หัวหน้าฝ่ายกงสุล/เจ้าหน้าที่กงสุลควบคุมกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดด้วย
การประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกในครั้งนี้ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี มีวิทยากรจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและเจ้าหน้าที่กงสุลให้ความสนใจเข้าร่วมการประชุมเป็นจำนวนมาก และกรมการกงสุลจะจัดการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลอีกในปี 2553
(28 สิงหาคม 2552)
การประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกประจำปี 2552 วันที่สอง
ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมการกงสุล ได้จัดการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลก ระหว่างวันที่ 26 - 28 สิงหาคม 2552 ณ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ ปาร์ค กรุงเทพฯ นั้น การประชุมฯ ในวันที่ 27 สิงหาคม เริ่มต้นขึ้นในภาคเช้าด้วยการบรรยายในหัวข้อเรื่อง "แนวทางการใช้ดุลยพินิจในการตรวจลงตรา (Visa) และการถาม-ตอบปัญหาในส่วนของงานตรวจลงตรา" โดยวิทยากรได้แก่ นายคมกริช วรคามิน ผู้อำนวยการกองตรวจลงตราและกิจการคนต่างด้าวและคณะ ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการตรวจลงตราอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจลงตราให้แก่บุคคลสัญชาติเสี่ยง การตรวจลงตราโดยยกเว้นค่าธรรมเนียม การตรวจลงตราโดยใช้ดุลยพินิจเหตุผลด้านมนุษยธรรม รวมทั้งการออกเอกสารเดินทางแก่คนต่างด้าวในกรณีต่างๆ อาทิ บุคคลต่างด้าวเดินทางมาทำกิจธุระจำเป็นและเอกสารการเดินทางหมดอายุแต่ไม่มีสถานทูตสถานกงสุลของตนในประเทศไทยหรือใกล้เคียงที่จะออกหนังสือเดินทางใหม่ให้ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีการสรุปผลความคืบหน้าของการทดลองใช้ระบบ e-consular service ซึ่งได้เริ่มใช้ในสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่นำร่องจำนวน 10 แห่ง โดยได้ดำเนินการมาเป็นเวลา 4 เดือน โดยจะครบกำหนดในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ หลังจากนั้น จะเปิดใช้ในเวอร์ชั่นแรกในสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ทั่วโลกในต้นปี 2553 อันจะช่วยให้การดำเนินงานด้านกงสุลมีความก้าวหน้า ทันสมัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในภาคบ่าย เป็นการถามตอบปัญหาในการรับคำร้องขอหนังสือเดินทางในต่างประเทศ โดยวิทยากรได้แก่ นายทรงพล สุขจันทร์ ผู้อำนวยการกองหนังสือเดินทางและคณะ ซึ่งที่ประชุมได้สอบถามและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อช่วยให้การรับคำร้องขอหนังสือเดินทางในต่างประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยไล่ตั้งแต่กระบวนการเขียนคำร้อง รายละเอียดด้านทะเบียนราษฎร์ จนถึงปัญหาด้านเทคนิคต่างในการใช้อุปกรณ์ต่างๆ หลังจากนั้น ได้มีการบรรยายในเรื่อง ระบบการรับคำร้องระบบใหม่ โดยมีผู้แทนบริษัทจันวาณิชย์เข้าร่วมด้วย ผู้แทนบริษัทฯ แจ้งว่า อยู่ในช่วงการทดลองปรับปรุงระบบการรับคำร้องเวอร์ชั่น 3 (ปัจจุบันใช้ระบบเวอร์ชั่น 2) ซึ่งคาดว่าจะจัดส่งให้สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ได้เร็วๆ นี้ ระบบการรับคำร้องแบบใหม่จะเพิ่มข้อมูลทะเบียนราษฎร์/บัตรประชาชนล่าสุดของผู้ร้องขอหนังสือเดินทางฉบับใหม่ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถใช้เปรียบเทียบเพื่อพิจารณาคำร้อง และสามารถตัดสินใจรับคำร้องดังกล่าวได้รวดเร็วขึ้น
อนึ่ง การประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม นี้ การบรรยายจะเป็นหัวข้อ เรื่อง การประสานงานการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร การลักลอบค้ายาเสพติดของชาวแอฟริกันตะวันตก (โดย พล.ต.ต.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1) การดูแลสุขภาพจิตในการทำงานกงสุลและการรับมือผู้มาติดต่อที่มีพฤติกรรมต่างๆ งานกงสุลในสายตาสื่อมวลชน (โดยคุณดำรง พุฒตาล ผู้ก่อตั้งนิตยสารคู่สร้างคู่สม) งานกงสุลกับการประชาสัมพันธ์(โดยคุณดำฤทธิ์ วิริยะกุล หัวหน้าข่าวภูมิภาค หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ) และ การควบคุมดูแลจัดส่งรายได้งานการกงสุล
(28 สิงหาคม 2552)
รัฐมนตรีว่าการฯ เป็นประธานเปิดการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลไทยทั่วโลก ประจำปี 2552
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2552 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลไทยทั่วโลก ประจำปี 2552 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-29 สิงหาคม 2552 ณ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ ปาร์ค การประชุมฯ ครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก และสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว เข้าร่วมประชุมฯ รวม 93 คน สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
รัฐมนตรีว่าการฯ กล่าวว่า งานด้านกงสุลเป็นงานบริการประชาชน เปรียบเสมือนประตูด่านแรกของประเทศ ซึ่งคอยอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือประชาชนทั้งชาวไทยและต่างชาติ รัฐมนตรีว่าการฯ กล่าวว่า กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับงานด้านนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อประชาชน นอกจากนี้ งานด้านกงสุลต้องดำเนินการตอบสนองเป้าหมายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญต่อภาคประชาสังคม
รัฐมนตรีว่าการฯ กล่าวชมเชยความพยายามของเจ้าหน้าที่ฝ่ายกงสุลไทย อาทิ การช่วยเหลือคนไทยที่เผชิญปัญหาในต่างแดน การจัดให้มีการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสการมีส่วนร่วมทาง การเมืองของชาวไทยที่อาศัยในต่างประเทศ และหวังว่า เจ้าหน้าที่กงสุลที่เข้าร่วมการประชุมฯ ครั้งนี้ จะช่วยแลกเปลี่ยนความเห็นและถกปัญหาที่เกี่ยวกับงานด้านกงสุลเพื่อปรับใช้กับงานในหน้าที่
(27 สิงหาคม 2552)
การประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกประจำปี 2552
วันที่ 26 สิงหาคม 2552 กระทรวงการต่างประเทศได้จัดการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกประจำปี 2552 ขึ้นที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลกเข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งสิ้น 93 คน
ในระหว่างพิธีเปิดการประชุม นายจักร บุญ-หลง อธิบดีกรมการกงสุล ได้กล่าวรายงานโดยสรุปว่า งานกงสุลนับวันจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากกระแสแห่งโลกาภิวัตน์ทำให้คนไทยเดินทางไปใช้ชีวิตในต่างประเทศมากขึ้นทุกแห่งทั่วโลก ส่งผลให้งานด้านกงสุลขยายตัวขึ้นเป็นภารกิจในระดับโลก การประชุมในวันนี้ มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี จากเดิมซึ่งจัดประชุมแยกรายภูมิภาค นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมฯ ด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญกับงานกงสุลไม่ยิ่งหย่อนไปกว่างานด้านอื่นๆ ต่อจากนั้น นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวเปิดการประชุมฯ พร้อมกับได้มอบแนวนโยบายโดยสังเขป ดังนี้
• งานด้านการกงสุลเป็นงานการทูตเพื่อประชาชน และเป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง รวมทั้งเป็นประตูแรกของประเทศไทยสู่โลกภายนอก นอกจากนี้ ยังมีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนว่าราชการต้องให้บริการประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วย ดังนั้น จึงขอให้เจ้าหน้าที่กงสุลปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส ทำงานเพื่อสังคมโดยยืนหยัดบนพื้นฐานของความถูกต้อง โดยรัฐบาลพร้อมจะสนับสนุนทุกด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านงบประมาณ
• ในปัจจุบันกรอบงานบริการประชาชนได้ขยายตัวออกไปครอบคลุมหลายมิติ แต่ก็เชื่อมั่นว่ากระทรวงการต่างประเทศจะสามารถสนองตอบต่อความต้องการดังกล่าวได้ โดยขอให้เจ้าหน้าที่กงสุลสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการทำงาน คือเน้นการเข้าหาประชาชนในพื้นที่ สร้างสายสัมพันธ์ สร้างสรรค์ความสามัคคีกับชุมชนชาวไทยในต่างแดน โดยการสร้างกิจกรรมต่างๆ และนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำงาน รวมทั้งกำกับการทำงานในฝ่ายกงสุลของตนอย่างใกล้ชิด เพื่อประโยชน์ของราชการและการบริการประชาชนในภาพรวมต่อไป
ภายหลังจากพิธีเปิด ในภาคเช้ามีการบรรยายโดยผู้อำนวยการกองสัญชาติและนิติกรณ์ และนางสาวรัศมี คุ้มไพโรจน์ นักการทูตชำนาญการ กองสัญชาติและนิติกรณ์ในหัวข้อเรื่อง "ปัญหาการจดทะเบียนคนเกิดและรับรองเอกสาร / การถาม-ตอบงานสัญชาติและนิติกรณ์" ส่วนในภาคบ่ายเป็นการบรรยาย/ซักถามในส่วนของกองคุ้มครองผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ โดยมี นายมนชัย พัชนี ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ เป็นผู้ดำเนินการอภิปรายหลัก ในหัวข้อดังนี้
1) การปฏิบัติงานในการช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ในต่างประเทศ วิทยากรรับเชิญ คือ นางญาณี เลิศไกร ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าหญิงและเด็ก กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
2) การรับรองเอกสารจ้างงานและการช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศ วิทยาการรับเชิญ คือ นายปกรณ์ อมรชีวิน รองอธิบดีกรมการจัดหางาน และนายอนันต์ กลั่นขยัน ศูนย์บริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน
3) การช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์ได้ยากตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ พ.ศ.2549 วิทยากรรับเชิญคือ นางมาลินี นำชัยศรีค้า สำนักบริหารการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ
4) ปัญหาประมง และถามตอบงานคุ้มครองฯ โดย ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
กรมการกงสุลเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ เป็นประจำทุกปี โดยสำหรับการประชุมในปีนี้ จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26 - 28 สิงหาคม 2552 ณ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ
(27 สิงหาคม 2552)
การปรับปรุงทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรให้เป็นปัจจุบัน
ด้วยคณะกรรมการกำหนดแนวทางและวิธีการเพื่อปรับปรุงทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตจังหวัดและนอกราชอาณาจักรให้เป็นปัจจุบัน ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้พิจารณาให้มีการประชาสัมพันธ์แจ้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด และนอกราชอาณาจักรว่า จะยังยืนยันที่จะใช้สิทธิเลือกตั้งที่เดิมหรือต้องการที่จะถอนชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตจังหวัดหรือนอกราชอาณาจักรเพื่อกลับไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ณ หน่วยเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร นั้น กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมการกงสุล ได้รับมอบหมายให้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปหรือสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป ตามรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 ซึ่งกรมการกงสุลได้ขอความร่วมมือสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ ทั้ง 91 แห่งให้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรทราบเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไปแล้ว และขอประชาสัมพันธ์ให้คนไทยที่พำนักอยู่ในต่างประเทศให้ทราบโดยทั่วกัน ดังต่อไปนี้
1. ผู้มีสัญชาติไทยที่มีถิ่นพำนักอยู่ในต่างประเทศและมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ หากยังไม่เคยแจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร และประสงค์จะขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ขอให้ท่านแจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิเลือกตั้ง ฯ ต่อสถานเอกอัครราชทูต /สถานกงสุลใหญ ในประเทศที่ท่านมีถิ่นพำนักอยู่
2. ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรอยู่แล้ว หากท่านต้องการจะย้ายถิ่นที่อยู่ไปอยู่ประเทศใหม่และประสงค์จะเปลี่ยนแปลงสถานที่ขอใช้สิทธิเลือกตั้ง ฯ ใหม่ในประเทศที่ท่านจะไปพำนักอยู่ ขอให้ท่านแจ้งความประสงค์ต่อสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ที่ท่านมีชื่ออยู่หรือในประเทศใหม่ที่ท่านจะไปพำนักอยู่
3. ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ที่จะเดินทางกลับประเทศไทยเป็นการถาวรและจะไปขอใช้สิทธิเลือกตั้ง ฯ ในประเทศไทย ขอให้ท่านแจ้งถอนชื่อต่อสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ หรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ท่านมีภูมิลำเนาอยู่ เพื่อไปขอใช้สิทธิเลือกตั้ง ฯ ในประเทศไทยต่อไป
ทั้งนี้ ได้แนบแบบฟอร์มแจ้งความประสงค์ตามข้อ 1-3 มาพร้อมนี้ Download
(13 สิงหาคม 2552)
กรมการกงสุลจัดบริการทำหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ณ จังหวัดน่าน ตาก ตรัง และนครศรีธรรมราช
ด้วยกรมการกงสุลมีกำหนดจัดส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกให้บริการรับคำร้องขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป (ไม่รวมหนังสือเดินทางของพระภิกษุและหนังสือเดินทางราชการ) ดังนี้
1. จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 17 - 21 สิงหาคม 2552 จำนวน 5 วัน(ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัด)
2. จังหวัดตาก ระหว่างวันที่ 24 - 28 สิงหาคม 2552 จำนวน 5 วัน (ณ หอประชุมอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก)
3. จังหวัดตรัง ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม - 5 กันยายน 2552 จำนวน 6 วัน (ณ อาคารเอนกประสงค์เทศบาลนครตรัง)
4. จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 7 - 11 กันยายน 2552 จำนวน 5 วัน (ณ ห้องประชุมศรีปราชญ์ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช)
ทั้งนี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในจังหวัดข้างต้นและจังหวัดใกล้เคียงให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำหนังสือเดินทางยังสำนักงานหนังสือเดินทาง ต่าง ๆ
เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทาง
บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ยังไม่หมดอายุและไม่ถูกยกเลิกการใช้งาน
กรณีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์)
1. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) / กรณีอายุยังไม่ถึง 15 ปี ให้ใช้สูติบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ฉบับจริง)
2. ทะเบียนบ้านหรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำร้องถูกต้อง (ไม่อยู่ระหว่างการย้ายหรืออยู่ในทะเบียนบ้านกลางหรือขัดข้องด้วยเหตุอื่น)
3. บัตรประจำตัวประชาชนของบิดาและมารดา (ฉบับจริง)
4. บิดาและมารดาต้องมาลงนามให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ทั้งสองคน
4.1 กรณีบิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสและผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะของมารดาแต่ผู้เดียว ให้มารดาเป็นผู้ลงนามพร้อมแสดงหนังสือรับรองการปกครองบุตรที่ออกโดยอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น (ฉบับจริง)
4.2 กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนหย่า ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ผู้เดียวที่ระบในบันทึกการหย่าเป็นผู้ลงนามให้ความยินยอมพร้อมกับบันทึกการหย่า (ฉบับจริง)
4.3 กรณีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอมได้ ให้ผู้นั้นทำหนังสือยินยอมจากอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น(ฉบับจริง)และนำมาแสดง
5. ใบเปลี่ยนชื่อหรือสกุลของผู้เยาว์ บิดาและมารดาตัวจริง (หากมี)
ขั้นตอนทำหนังสือเดินทาง
1. แสดงเอกสาร
2. วัดส่วนสูง
3. กรอกชื่อภาษาอังกฤษและที่อยู่ไปรษณีย์
4. สแกนลายนิ้วมือและถ่ายรูป
5. ชำระค่าธรรมเนียม
ค่าธรรมเนียนการทำหนังสือเดินทาง
1. ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง 1,000.-บาท
2. คำจัดส่งไปรษณีย์ (EMS) 35.-บาท
คำแนะนำ
1. ผู้มีหนังสือเดินทางที่อายุใช้งานเหลือ 6 เดือนหรือน้อยกว่า ควรขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ โดยนำหนังสือเดินทางเล่มเก่ามายกเลิกด้วย
2. ผู้รับบริการจะได้รับเล่มหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ภายใน 2 สัปดาห์ โดยกรมการกงสุลจะจัดส่งตามที่อยู่ที่ผู้รับบริการระบุไว้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับบริการกรอกที่อยู่ไปรษณีย์ให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อป้องกันการสูญหายและความล่าช้าในการจัดส่ง กรณีไม่ได้รับเล่มหนังสือเดินทางตามกำหนดโปรดติดต่อฝ่ายไปรษณีย์ กองหนังสือเดินทาง โทร.02-981-7278 , 02-981-7171 ต่อ 2101-5
(30 กรกฎาคม 2552)
เหตุระเบิดในกรุงจาการ์ตา
ในช่วงเช้าของวันที่ 17 ก.ค.52 ได้เกิดเหตุระเบิด 2 ครั้ง ที่โรงแรม Ritz-Carlton และ โรงแรม J.W. Marriott ในกรุงจาการ์ตา โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการแถลงว่าเป็นการก่อการร้าย หรือเป็นความรับผิดชอบของกลุ่มใด
กระทรวงการต่างประเทศขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอประณามผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าว ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและความเสียหายแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์
ในเบื้องต้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตาได้ตรวจสอบแล้ว ไม่ปรากฏว่า มีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้แต่อย่างใด ในการนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ให้ดูแลคนไทยอย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้แจ้งเตือนคนไทยในประเทศอินโดนีเซีย ให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะการเดินทางไปในย่านชุมชนหนาแน่น หากมีผู้ใดที่ประสงค์จะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา หมายเลขโทรศัพท์ + 62 8111 86253
(17 กรกฎาคม 2552)
ศ.ดร.สุจิต บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง ได้ปาฐกาพิเศษ
เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางการเมืองแก่ชุมชนไทยในนครแฟรงก์เฟิร์ตและกรุงเบอร์ลิน
เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2552 และวันที่ 31 พ.ค. 2552 ศ.ดร. สุจิต บุญบงการ ประธารสภาพัฒนาการเมือง ได้ปาฐกาพิเศษ เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางการเมืองแก่ชุมชนไทยในนครแฟรงก์เฟิร์ตและกรุงเบอร์ลิน โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของชุมชนไทยในต่างประเทศของกรมการกงสุล โดย ศ. ดร. สุจิตฯ ได้มีบรรยายเพื่อให้ผู้รับฟังมีความเข้าใจการพัฒนาทางการเมืองการปกครองของไทย สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน
การจัดการบรรยายดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้แทนชุมชนชาวไทย นักศึกษา สื่อมวลชน ตลอดจนเจ้าของกิจการต่างๆ ของทั้ง 2 เมือง โดยมีความสนใจในการตั้งคำถาม เกี่ยวกับการสร้างความสำนึกทางการเมืองของประชาชน บทบาทของสื่อมวลชนต่อการพัฒนาทางการเมือง โดย ศ. ดร. สุจิตฯ ได้ตอบคำถามว่าสภานักพัฒนาการเมืองมีหน้าที่สำคัญคือการกระตุ้นให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม แต่มิใช่เป็นการสอนทางการเมือง โดยจะต้องให้ประชาชนมีการกระทำและการเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงซึ่งเริ่มจากชุมชนก่อน
ต่อมาในวันที่ 2 มิ.ย. 2552 ศ.ดร.สุจิตฯ บรรยายให้แก่ชาวเยอรมันในกรุงเบอร์ลิน โดยมีผู้ร่วมรับฟังประกอบด้วย อาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษา อดีตนักศึกษาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สื่อมวลชน ตลอดจนผู้ที่สนใจในประเทศไทย โดยอธิบายให้มีความเข้าใจในเหตุการณ์ทางการเมืองไทยที่ผ่านมา บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงดำเนินการต่างๆ เพื่อประโยชน์ของสังคมไทยภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด
(26 มิถุนายน 2552)
การยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าประเภทนักท่องเที่ยว
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2552 และวันที่ 3 มิถุนายน 2552 ให้ขยายเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยว แก่นักท่องเที่ยวทุกสัญชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2552 ออกไปเป็น 1 รอบปี
มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าว ส่งผลให้คนต่างชาติทุกสัญชาติที่ยื่นคำร้องขอรับการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยว (Tourist Visa) ที่สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยทุกแห่งทั่วโลก รวมถึงการขอรับการตรวจลงตราที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on arrival) ของคนชาติที่มีสิทธิ จำนวน 20 สัญชาติ และไต้หวัน ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ถึง วันที่ 4 มีนาคม 2553 การยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวมีผลเฉพาะการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยวเท่านั้น
ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจลงตรา(วีซ่า)ของไทย
( 25 มิถุนายน 2552)
Tourist Visa fee exemption Scheme

All foreigners who apply for Tourist Visa at the Royal Thai Embassies and the Royal Thai Consulates-General worldwide, including eligible foreigners who apply for Visa on Arrival at designated checkpoints, will be exempted from Tourist Visa fee from 25 June B.E. 2552 (2009) to 4March B.E. 2553 (2010). Such arrangement is for Tourist Visa only. More information on Thailand’s Visa
More information on Thailand's Visa
(25 มิถุนายน 2552)
การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านกงสุล ภายใต้หัวข้อ "การรับมือกับความเครียดเมื่อต้องใช้ชีวิตในต่างประเทศ"
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552 กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศได้จัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านกงสุล ภายใต้หัวข้อ "การรับมือกับความเครียดเมื่อต้องใช้ชีวิตในต่างประเทศ" เพื่อให้ประชาชนที่จะเดินทางไปใช้ชีวิตในต่างประเทศเกินกว่า 1 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานที่จะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ได้มีโอกาสเตรียมความพร้อมทางจิตใจก่อนเบื้องต้นก่อนการเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม สภาพชีวิตและความเป็นอยู่ ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยเป็นอย่างมาก
การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวม 180 คน กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทูตเพื่อประชาชนของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ที่จะให้ความรู้กับประชาชนในหัวข้อที่เป็นที่สนใจและเป็นประโยชน์ ซึ่งกรมการกงสุลมีแผนจะจัดกิจกรรมลักษณะนี้ตลอดปี
(24 มิถุนายน 2552)
ขอเรียนเชิญท่านผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการบรรยาย "การรับมือกับความเครียดเมื่อต้องใช้ชีวิตในต่างประเทศ"
กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ขอเรียนเชิญท่านผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการบรรยายเพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านกงสุล ภายใต้หัวข้อ "การรับมือกับความเครียดเมื่อต้องใช้ชีวิตในต่างประเทศ" ในวันที่ 24 มิถุนายน 2552 เวลา 9.30 - 12.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 3 กรมการกงสุล ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพ หมายเลขติดต่อ 02-981-7171
(18 มิถุนายน 2552)
กรมการกงสุลจัดบริการทำหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ ชัยภูมิ จันทบุรี และระยอง
ด้วยกรมการกงสุลมีกำหนดจัดส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกให้บริการรับคำร้องขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป (ไม่รวมหนังสือเดินทางของพระภิกษุและหนังสือเดินทางราชการ) ดังนี้
1. จังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างวันที่ 13 - 17 กรกฎาคม 2552 จำนวน 5 วัน(ห้างบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาเพชรบูรณ์)
2. จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างวันที่ 20 - 24 กรกฎาคม 2552 จำนวน 5 วัน (ณ ศาลาประชาคม จังหวัดชัยภูมิ)
3. จังหวัดจันทบุรี ระหว่างวันที่ 27 - 31 กรกฎาคม 2552 จำนวน 5 วัน (ณ ห้องประชุม 1 ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี(หลังใหม่)
4. จังหวัดระยอง ระหว่างวันที่ 3 - 7 สิงหาคม 2552 จำนวน 5 วัน (ณ หอประชุมศูนย์ราชการ จังหวัดระยอง)
ทั้งนี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในจังหวัดข้างต้นและจังหวัดใกล้เคียงให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำหนังสือเดินทางยังสำนักงานหนังสือเดินทาง ต่าง ๆ
เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทาง
บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ยังไม่หมดอายุและไม่ถูกยกเลิกการใช้งาน
กรณีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์)
1. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) / กรณีอายุยังไม่ถึง 15 ปี ให้ใช้สูติบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ฉบับจริง)
2. ทะเบียนบ้านหรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำร้องถูกต้อง (ไม่อยู่ระหว่างการย้ายหรืออยู่ในทะเบียนบ้านกลางหรือขัดข้องด้วยเหตุอื่น)
3. บัตรประจำตัวประชาชนของบิดาและมารดา (ฉบับจริง)
4. บิดาและมารดาต้องมาลงนามให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ทั้งสองคน
4.1 กรณีบิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสและผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะของมารดาแต่ผู้เดียว ให้มารดาเป็นผู้ลงนามพร้อมแสดงหนังสือรับรองการปกครองบุตรที่ออกโดยอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น (ฉบับจริง)
4.2 กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนหย่า ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ผู้เดียวที่ระบในบันทึกการหย่าเป็นผู้ลงนามให้ความยินยอมพร้อมกับบันทึกการหย่า (ฉบับจริง)
4.3 กรณีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอมได้ ให้ผู้นั้นทำหนังสือยินยอมจากอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น(ฉบับจริง)และนำมาแสดง
5. ใบเปลี่ยนชื่อหรือสกุลของผู้เยาว์ บิดาและมารดาตัวจริง (หากมี)
ขั้นตอนทำหนังสือเดินทาง
1. แสดงเอกสาร
2. วัดส่วนสูง
3. กรอกชื่อภาษาอังกฤษและที่อยู่ไปรษณีย์
4. สแกนลายนิ้วมือและถ่ายรูป
5. ชำระค่าธรรมเนียม
ค่าธรรมเนียนการทำหนังสือเดินทาง
1. ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง 1,000.-บาท
2. คำจัดส่งไปรษณีย์ (EMS) 35.-บาท
คำแนะนำ
1. ผู้มีหนังสือเดินทางที่อายุใช้งานเหลือ 6 เดือนหรือน้อยกว่า ควรขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ โดยนำหนังสือเดินทางเล่มเก่ามายกเลิกด้วย
2. ผู้รับบริการจะได้รับเล่มหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ภายใน 2 สัปดาห์ โดยกรมการกงสุลจะจัดส่งตามที่อยู่ที่ผู้รับบริการระบุไว้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับบริการกรอกที่อยู่ไปรษณีย์ให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อป้องกันการสูญหายและความล่าช้าในการจัดส่ง กรณีไม่ได้รับเล่มหนังสือเดินทางตามกำหนดโปรดติดต่อฝ่ายไปรษณีย์ กองหนังสือเดินทาง โทร.02-981-7278 , 02-981-7171 ต่อ 2101-5