รู้จักกรมการกงสุล
 ความเป็นมา
 วิสัยทัศน์
 แนะนำผู้บริหาร
 โครงสร้าง
 หน่วยงานในกรม
 การทูตเพื่อประชาชน

 บริการประชาชน
 ศูนย์บริการร่วม
 หนังสือเดินทาง
 สถานที่ให้บริการหนังสือเดินทาง
 การตรวจลงตราและ
   เอกสารเดินทางฯ
 สัญชาติและนิติกรณ์
 (การรับรองเอกสารและงานทะเบียนราษฎรคนไทยในต่างประเทศ)(Legalization Service)
 คุ้มครองและดูแลผล
   ประโยชน์
 เลือกตั้งนอกราช
   อาณาจักร

 บริการออนไลน์ :
 สำรองคิวทำหนังสือเดินทาง
 ขอความช่วยเหลือ
 ลงทะเบียนคนไทย
   ในต่างแดน

 แบบฟอร์ม :
 สถิติการตรวจลงตราและรายได้จากการตรวจลงตรา th | en
 แบบฟอร์มคำร้องขอรับรองเอกสาร ตัวอย่างการแปลเอกสารและคำศัพท์
 คำร้องนิติกรณ์
 หนังสือให้ความยินยอม
 ขอใช้สิทธิ/เปลี่ยน
   แปลงสิทธิเลือกตั้ง
 หนังสือแจ้งเหตุที่ไม่
   ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
 ขอรับการตรวจลงตรา
 หนังสือมอบอำนาจ

 สถิติ :
 การทำหนังสือ
   เดินทาง
 คุ้มครองและดูแลฯ
 การเลือกตั้งนอกราช
   อาณาจักร

 มัลติมีเดีย :
 วีดีโอ
 เสียง
 ภาพ/แผนที่โลก

 ข่าวการกงสุล

 คู่มือถาม - ตอบ

 สาระน่ารู้ก่อนเดินทาง

 ติดต่อเรา

 Link น่าสนใจ



ท่านเป็นผู้เข้าชมลำดับที่




ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซด์กรมการกงสุล

    

ข่าวหน้าแรก



กรมการกงสุลจัดบริการทำหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ณ จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดสกลนคร

          ด้วยกรมการกงสุลมีกำหนดจัดส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกให้บริการรับคำร้องขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป (ไม่รวมหนังสือเดินทางพระภิกษุและหนังสือเดินทางราชการ) จังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่างวันที่ 4 - 6 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 08.00-16.30 น. ณ วิทยาลัยการอาชีพร้อยเอ็ด และ จังหวัดสกลนคร ระหว่างวันที่ 15 - 19 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 08.00-16.30 น. ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัด (หลังเก่า)
          ทั้ง นี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในจังหวัดข้างต้นและจังหวัดใกล้เคียงให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำหนังสือเดินทางยังสำนักงานหนังสือเดินทาง ต่าง ๆ

          เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทาง
          บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ยังไม่หมดอายุและไม่ถูกยกเลิกการใช้งาน
          กรณีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์)
          1. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) / กรณีอายุยังไม่ถึง 15 ปี ให้ใช้สูติบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ฉบับจริง)
          2. ทะเบียนบ้านหรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำร้องถูกต้อง (ไม่อยู่ระหว่างการย้ายหรืออยู่ในทะเบียนบ้านกลางหรือขัดข้องด้วยเหตุอื่น)
          3. บัตรประจำตัวประชาชนของบิดาและมารดา (ฉบับจริง)
          4. บิดาและมารดาต้องมาลงนามให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ทั้งสองคน
              4.1 กรณีบิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสและผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะของ มารดาแต่ผู้เดียว ให้มารดาเป็นผู้ลงนามพร้อมแสดงหนังสือรับรองการปกครองบุตรที่ออกโดยอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น (ฉบับจริง)
              4.2 กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนหย่า ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ผู้เดียวที่ระบุในบันทึกการหย่าเป็นผู้ลงนาม ให้ความยินยอมพร้อมกับบันทึกการหย่า (ฉบับจริง)
              4.3 กรณีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอมได้ ให้ผู้นั้นทำหนังสือยินยอมจากอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น(ฉบับจริง)และนำ มาแสดง
          5. ใบเปลี่ยนชื่อหรือสกุลของผู้เยาว์ บิดาและมารดาตัวจริง (หากมี)

          ขั้นตอนทำหนังสือเดินทาง
          1. แสดงเอกสาร
          2. วัดส่วนสูง
          3. กรอกชื่อภาษาอังกฤษและที่อยู่ไปรษณีย์
          4. สแกนลายนิ้วมือและถ่ายรูป
          5. ชำระค่าธรรมเนียม

          ค่าธรรมเนียนการทำหนังสือเดินทาง
          1. ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง 1,000.-บาท
          2. คำจัดส่งไปรษณีย์ (EMS)       35.-บาท

          คำแนะนำ
          1. ผู้มีหนังสือเดินทางที่อายุใช้งานเหลือ 6 เดือนหรือน้อยกว่า ควรขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ โดยนำหนังสือเดินทางเล่มเก่ามายกเลิกด้วย
          2. ผู้รับบริการจะได้รับเล่มหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ภายใน 2 สัปดาห์ โดยกรมการกงสุลจะจัดส่งตามที่อยู่ที่ผู้รับบริการระบุไว้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับบริการกรอกที่อยู่ไปรษณีย์ให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อป้องกันการสูญหายและความล่าช้าในการจัดส่ง กรณีไม่ได้รับเล่มหนังสือเดินทางตามกำหนดโปรดติดต่อฝ่ายไปรษณีย์ กองหนังสือเดินทาง โทร.02-981-7278 , 02-981-7171 ต่อ 2101-5

(19 มกราคม 2553)


กระทรวงการต่างประเทศจัดประชุมคณะกรรมการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเฮติ

          เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2553 นายธีรกุล นิยม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานจัดการประชุมคณะกรรมการพิจารณาให้ความช่วยเหลือประเทศที่ประสบภัยพิบัติ โดยมีนายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ประสานงาน เข้าร่วมประชุมฯ ณ กระทรวงการต่างประเทศ ภายหลังการประชุมฯ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงฯ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

          1. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติขยายวงเงินช่วยเหลือของไทยต่อเฮติจาก 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ และนางจารุวรรณ เทียมทัด เอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก จะเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยมอบเงินช่วยเหลือดังกล่าวแก่ผู้แทนรัฐบาลเม็กซิโกและผู้แทนทางการทูตของเฮติประจำกรุงเม็กซิโก ที่กระทรวงการต่างประเทศเม็กซิโก กรุงเม็กซิโกซิตี้ ในวันที่ 20 มกราคม 2553 ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ จะประสานกับฝ่ายเม็กซิโกในการจัดซื้อเวชภัณฑ์และสิ่งของจำเป็นเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยเฮติต่อไป

          2. คณะรัฐมนตรีอนุมัติข้าวจำนวน 20,000 ตัน เพื่อช่วยเหลือเฮติ โดยไทยจะดำเนินการส่งข้าวชุดแรกโดยเร็วที่สุด และกระทรวงฯ จะจัดการประชุมฯ เพื่อหารือเรื่องเส้นทางการจัดส่งข้าวต่อไป

          3. ไทยพร้อมส่งทีมแพทย์ไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเฮติ ภายใต้กรอบการดำเนินการขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศ

          4. ประชาชนทุกภาคส่วนสามารถร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือต่อเฮติได้ตามช่องทาง ดังนี้

             4.1 บริจาคผ่านสำนักนายกรัฐมนตรี ทางบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี “รวมน้ำใจชาวไทยช่วยผู้ประสบภัยเฮติ” เลขที่บัญชี 067-0-05765-7 สาขาย่อยทำเนียบรัฐบาล ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 1111 หรือสามารถบริจาคเงินได้ด้วยตัวเองที่จุดบริเวณลานน้ำพุ เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนินนอก ระหว่างวันที่ 20 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2553 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ

             4.2 บริจาคผ่านทางบัญชีกระทรวงการต่างประเทศ ชื่อบัญชี “กระทรวงการต่างประเทศ” ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสามยอด เลขที่ บัญชี 002-6-18233-5 ประเภทบัญชี กระแสรายวัน


(20 มกราคม 2553)

กระทรวงการต่างประเทศเปิดศูนย์รวบรวมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเฮติ

          ตามที่ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงทางตอนใต้ของประเทศเฮติ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2553 ซึ่งได้สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินในหลายพื้นที่ของเฮติเป็นวงกว้าง นั้น

          กระทรวงการต่างประเทศขอเรียนว่า เมื่อครั้งที่ประเทศไทยประสบเหตุธรณีพิบัติภัย (สึนามิ) ประเทศไทยได้รับความเห็นใจและความช่วยเหลือจากประเทศนานาประเทศในรูปแบบต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ดังนั้น ในกรณีนี้ประเทศไทยจึงควรเข้าร่วมกับนานาประเทศในการแสดงไมตรีจิตเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ประสบภัย

          ในการนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ตั้ง “ศูนย์รวบรวมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเฮติ” โดยประชาชนทั่วไปที่ประสงค์จะบริจาคเงินให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเฮติสามารถบริจาคผ่านกระทรวงการต่างประเทศ โดยโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อรับบริจาคของกระทรวงการต่างประเทศ ตามรายละเอียดดังนี้

          ชื่อบัญชี กระทรวงการต่างประเทศ
          ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสามยอด
          ประเภทบัญชี กระแสรายวัน
          บัญชีเลขที่ 002 - 6 - 18233 - 5
          ที่อยู่ 632 ถนนมหาชัย วังบูรพาภิรมย์ กรุงเทพ 10200
          Swift code KRTHTHBK

          เงินที่ได้รับบริจาคจะส่งผ่านสหประชาชาติ และในเบื้องต้นจะขอรับบริจาคเป็นเงินเท่านั้น

          ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “ศูนย์รวบรวมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเฮติ” สำนักนโยบายและแผน กระทรวงการต่างประเทศ โทร 0 2620 6460-2 โทรสาร 0 2620 6463 ระหว่างเวลา 8.30 -16.30 น. ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2553 เป็นต้นไป


(19 มกราคม 2553)

แจ้งข่าว สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว บางนา
แก้ไขหมายเลขโทรศัพท์กลางของานักสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว บางนา


          สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว บางนา ขอแจ้งเปลี่ยนแปลงหมายเลขโทรศัพท์กลางเพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถโทรติดต่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง จากหมายเลข 02 3838401-4 เป็นหมายเลข 02 3838402-4


(15 มกราคม 2553)

การดำเนินการของไทยในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยและคนไทยในเฮติ

          ตามที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงทางตอนใต้ของประเทศเฮติและคาดว่าจะสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินในหลายพื้นที่ของเฮติเป็นวงกว้าง รวมถึงกรุงปอร์โตแปรงซ์ (Port-au-Prince) เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2553 นั้น
          กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบว่ามีคนไทยที่อาศัยอยู่ในเฮติประสบภัยหรือได้รับผลกระทบใดๆ จากเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ ตามที่ประสานกับญาติในเบื้องต้นแล้ว พบว่าในชั้นนี้ทราบว่ามีคนไทย 4 คนที่อาศัยอยู่ในเฮติปลอดภัยดี
          นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้อนุมัติเงินจำนวน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณการให้ความช่วยเหลือแก่มิตรประเทศที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยในเฮติในนามรัฐบาลไทย ขณะที่นายกรัฐมนตรีก็จะมีสารแสดงความเสียใจถึงประธานาธิบดีเฮติต่อโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นเช่นกัน


(14 มกราคม 2553)

ประกาศกระทรวงการต่างประเทศ
เรื่อง รับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุเป็นลูกจ้างชั่วคราว
ประจำสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว จังหวัดอุบลราชธานี




(11 มกราคม 2553)


พิธีมอบเงินสิทธิประโยชน์ให้แก่ญาติของแรงงานไทย 5 ราย ที่เสียชีวิตในต่างประเทศ
ณ อาคารกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ถนนแจ้งวัฒนะ

          เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2553 นางสาวมธุรพจนา อิทธะรงค์ รองอธิบดีกรมการกงสุล เป็นประธานในพิธีมอบเงินสิทธิประโยชน์ให้แก่ญาติของแรงงานไทย 5 ราย ที่เสียชีวิตในต่างประเทศ ณ อาคารกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ถนนแจ้งวัฒนะ

          รองอธิบดีกรมการกงสุลได้มอบเงินสิทธิประโยชน์ อันเป็นเงินที่คนไทยผู้เสียชีวิตในต่างประเทศพึงได้รับและเรียกร้องได้ให้ แก่ทายาทของแรงงานผู้เสียชีวิต 5 ราย ประกอบด้วย แรงงานไทยในสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ที่เสียชีวิตเนื่องจากหัวใจล้มเหลว 2 ราย และแรงงานไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่เสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถ ยนต์ 3 ราย ทั้งนี้ จำนวนเงินสิทธิประโยชน์ที่มอบให้แก่ทายาทของผู้เสียชีวิตทั้งหมดในครั้งนี้ รวมเป็นมูลค่ากว่า 5.5 ล้านบาท โดยก่อนหน้าการมอบเงินในครั้งนี้ กรมการกงสุลได้มอบเงินสิทธิประโยชน์ให้แก่ทายาทของแรงงานในเกาหลีใต้ผู้เสีย ชีวิตไปแล้ว 3 ราย เป็นมูลค่ากว่า 5.6 ล้านบาท ทำให้กรมการกงสุลได้มอบเงินอันพึงได้แก่ญาติของคนไทยผู้เสียชีวิตในต่างแดน ไปแล้วรวมทั้งสิ้นกว่า 11 ล้านบาท

          โอกาสนี้ รองอธิบดีกรมการกงสุลได้กล่าวสรุปผลการดำเนินงานคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์ คนไทยในต่างประเทศของกรมการกงสุลประจำปี 2552 ว่า สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยทั้งหมด 94 แห่ง ได้ให้ความช่วยเหลือแก่คนไทยในต่างประเทศที่ตกทุกข์ได้ยากและร้องขอความช่วย เหลือเป็นจำนวนทั้งสิ้น 3,169 ราย ซึ่งรวมทั้งกรณีบุคคลสูญหายในต่างแดน การประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเจ็บป่วย ปัญหาครอบครัวของคนไทยที่สมรสกับชาวต่างชาติ การถูกเอาเปรียบในเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ อันพึงได้ของคนไทย ปัญหาการจ้างงาน เป็นต้น


(11 มกราคม 2553)


ภาพบรรยากาศ "งานวันเด็กแห่งชาติ พ.ศ. 2553"
ณ อาคารกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ถนนแจ้งวัฒนะ



(12 มกราคม 2553)

 


กรมการกงสุลจัดบริการทำหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ณ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

          ด้วยกรมการกงสุลมีกำหนดจัดส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกให้บริการรับคำร้องขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป (ไม่รวมหนังสือเดินทางพระภิกษุและหนังสือเดินทางราชการ) ระหว่างวันที่ 18-22 มกราคม 2553  ตั้งแต่เวลา 08.00-16.30 น. ณ หอประชุมศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน(หลังเก่า)          
         ทั้ง นี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในจังหวัดข้างต้นและจังหวัดใกล้เคียงให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำหนังสือเดินทางยังสำนักงานหนังสือเดินทาง ต่าง ๆ

          เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทาง
          บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ยังไม่หมดอายุและไม่ถูกยกเลิกการใช้งาน
          กรณีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์)
          1. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) / กรณีอายุยังไม่ถึง 15 ปี ให้ใช้สูติบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ฉบับจริง)
          2. ทะเบียนบ้านหรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำร้องถูกต้อง (ไม่อยู่ระหว่างการย้ายหรืออยู่ในทะเบียนบ้านกลางหรือขัดข้องด้วยเหตุอื่น)
          3. บัตรประจำตัวประชาชนของบิดาและมารดา (ฉบับจริง)
          4. บิดาและมารดาต้องมาลงนามให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ทั้งสองคน
              4.1 กรณีบิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสและผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะของ มารดาแต่ผู้เดียว ให้มารดาเป็นผู้ลงนามพร้อมแสดงหนังสือรับรองการปกครองบุตรที่ออกโดยอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น (ฉบับจริง)
              4.2 กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนหย่า ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ผู้เดียวที่ระบุในบันทึกการหย่าเป็นผู้ลงนาม ให้ความยินยอมพร้อมกับบันทึกการหย่า (ฉบับจริง)
              4.3 กรณีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอมได้ ให้ผู้นั้นทำหนังสือยินยอมจากอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น(ฉบับจริง)และนำมาแสดง
          5. ใบเปลี่ยนชื่อหรือสกุลของผู้เยาว์ บิดาและมารดาตัวจริง (หากมี)

          ขั้นตอนทำหนังสือเดินทาง
          1. แสดงเอกสาร
          2. วัดส่วนสูง
          3. กรอกชื่อภาษาอังกฤษและที่อยู่ไปรษณีย์
          4. สแกนลายนิ้วมือและถ่ายรูป
          5. ชำระค่าธรรมเนียม

          ค่าธรรมเนียนการทำหนังสือเดินทาง
          1. ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง 1,000.-บาท
          2. คำจัดส่งไปรษณีย์ (EMS)       35.-บาท

          คำแนะนำ
          1. ผู้มีหนังสือเดินทางที่อายุใช้งานเหลือ 6 เดือนหรือน้อยกว่า ควรขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ โดยนำหนังสือเดินทางเล่มเก่ามายกเลิกด้วย
          2. ผู้รับบริการจะได้รับเล่มหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ภายใน 2 สัปดาห์ โดยกรมการกงสุลจะจัดส่งตามที่อยู่ที่ผู้รับบริการระบุไว้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับบริการกรอกที่อยู่ไปรษณีย์ให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อป้องกันการสูญหายและความล่าช้าในการจัดส่ง กรณีไม่ได้รับเล่มหนังสือเดินทางตามกำหนดโปรดติดต่อฝ่ายไปรษณีย์ กองหนังสือเดินทาง โทร.02-981-7278 , 02-981-7171 ต่อ 2101-5

(5 มกราคม 2553)


แจ้งข่าว ระบบสำรองคิวไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว

          วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 8.00-16.00 น. ท่านไม่สามารถสำรองคิวหนังสือเดินทางทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์ได้ เนื่องจากปรับปรุงระบบสำรองไฟ

(25 ธันวาคม 2552 )



แจ้งข่าว ระบบสำรองคิวไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว

          วันพุธที่ 23 ธันวาคม 2552 นี้ เวลา 20.00น.-22.00น. ระบบสำรองคิวไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว เนื่องจากปรับปรุงระบบสำรองไฟ

(23 ธันวาคม 2552 )



 


กรมการกงสุลจัดบริการทำหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ณ จังหวัดชัยภูมิ
          ด้วยกรมการกงสุลมีกำหนดจัดส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกให้บริการรับคำร้องขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป (ไม่รวมหนังสือเดินทางพระภิกษุและหนังสือเดินทางราชการ) ระหว่างวันที่ 23-26 ธันวาคม 2552  ตั้งแต่เวลา 08.00-16.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 สำนักงานจัดหางานจังหวัดชัยภูมิ          
         ทั้ง นี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในจังหวัดข้างต้นและจังหวัดใกล้เคียงให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำหนังสือเดินทางยังสำนักงานหนังสือเดินทาง ต่าง ๆ

          เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทาง
          บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ยังไม่หมดอายุและไม่ถูกยกเลิกการใช้งาน
          กรณีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์)
          1. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) / กรณีอายุยังไม่ถึง 15 ปี ให้ใช้สูติบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ฉบับจริง)
          2. ทะเบียนบ้านหรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำร้องถูกต้อง (ไม่อยู่ระหว่างการย้ายหรืออยู่ในทะเบียนบ้านกลางหรือขัดข้องด้วยเหตุอื่น)
          3. บัตรประจำตัวประชาชนของบิดาและมารดา (ฉบับจริง)
          4. บิดาและมารดาต้องมาลงนามให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ทั้งสองคน
              4.1 กรณีบิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสและผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะของ มารดาแต่ผู้เดียว ให้มารดาเป็นผู้ลงนามพร้อมแสดงหนังสือรับรองการปกครองบุตรที่ออกโดยอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น (ฉบับจริง)
              4.2 กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนหย่า ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ผู้เดียวที่ระบุในบันทึกการหย่าเป็นผู้ลงนาม ให้ความยินยอมพร้อมกับบันทึกการหย่า (ฉบับจริง)
              4.3 กรณีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอมได้ ให้ผู้นั้นทำหนังสือยินยอมจากอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น(ฉบับจริง)และนำ มาแสดง
          5. ใบเปลี่ยนชื่อหรือสกุลของผู้เยาว์ บิดาและมารดาตัวจริง (หากมี)

          ขั้นตอนทำหนังสือเดินทาง
          1. แสดงเอกสาร
          2. วัดส่วนสูง
          3. กรอกชื่อภาษาอังกฤษและที่อยู่ไปรษณีย์
          4. สแกนลายนิ้วมือและถ่ายรูป
          5. ชำระค่าธรรมเนียม

          ค่าธรรมเนียนการทำหนังสือเดินทาง
          1. ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง 1,000.-บาท
          2. คำจัดส่งไปรษณีย์ (EMS)       35.-บาท

          คำแนะนำ
          1. ผู้มีหนังสือเดินทางที่อายุใช้งานเหลือ 6 เดือนหรือน้อยกว่า ควรขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ โดยนำหนังสือเดินทางเล่มเก่ามายกเลิกด้วย
          2. ผู้รับบริการจะได้รับเล่มหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ภายใน 2 สัปดาห์ โดยกรมการกงสุลจะจัดส่งตามที่อยู่ที่ผู้รับบริการระบุไว้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับบริการกรอกที่อยู่ไปรษณีย์ให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อป้องกันการสูญหายและความล่าช้าในการจัดส่ง กรณีไม่ได้รับเล่มหนังสือเดินทางตามกำหนดโปรดติดต่อฝ่ายไปรษณีย์ กองหนังสือเดินทาง โทร.02-981-7278 , 02-981-7171 ต่อ 2101-5

(21 ธันวาคม 2552)


แผ่นดินไหวที่ไต้หวัน

          ด้วยเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2552 เวลา 21.02 น. (เวลาท้องถิ่น) ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาดความสั่นสะเทื่อน 6.8 ริกเตอร์ โดยมีศูนย์กลางห่างจากเมืองฮวาเหลียน (Hualien City) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเกาะไต้หวัน ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 25.5 กม. เกิดแรงสั่นสะเทือนถึงไทเป 4.0 ริกเตอร์ ไถจง 5.0 ริกเตอร์ และเกาสง 4.0 ริกเตอร์

          แผ่นดินไหวครั้งนี้นับว่ารุนแรงที่สุดในรอบปี แต่โดยที่มีระดับความลึกถึง 45.9 กม. จึงไม่ทำให้เกิดภัยพิบัติที่รุนแรง สำหรับความเสียหายเบื้องต้นในนครไทเป มีผุ้ได้รับบาดเจ็บจากการที่แท็งค์น้ำบนอาคารหลังหนึ่งหล่นลงมา โทรศัพท์บ้านและมือถือขัดข้องในหลายเมือง จนถึงเที่ยงวันอาทิตย์ (20 ธ.ค.) ได้เกิด after shocks อีก 129 ครั้ง

          ในชั้นนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือผลกระทบใด ๆ ต่อคนไทยในพื้นที่ดังกล่าว


(21 ธันวาคม 2552 )




ขอเชิญชวนเข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา 5 ธันวาคม 2552 ของกระทรวงการต่างประเทศ

          ด้วยกระทรวงการต่างประเทศจะเข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 82 พรรษา 5 ธันวาคม 2552 ภายใต้หัวข้อ “ความสุขของคนไทยใต้แสงพระบารมี” ตามที่ทุกหน่วยราชการจะได้ร่วมกันจัดอย่างพร้อมเพรียงเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณถนนราชดำเนินและมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 3-7 ธันวาคม 2552 เวลา 18.00-24.00 น. โดยกระทรวงการต่างประเทศจะตั้งเต็นท์บริเวณถนนราชดำเนินกลาง ถัดจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ภายในเต็นท์จะมีกิจกรรมในโซนต่างๆ ประกอบด้วย

          (1) โซนการแสดงนิทรรศการ “การต่างประเทศใต้ร่มพระบารมี: ตามรอยเสด็จฯ ประพาสต่างประเทศ” ซึ่งมีข้อมูลเนื้อหาประกอบด้วยพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ การเสด็จพระราชดำเนินเยือนมิตรประเทศ พระราชอาคันตุกะ งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2549 และรางวัลต่างๆ ในระดับนานาชาติที่มีการทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับจะมีการฉายวีดิทัศน์ “ทางสายพระราชไมตรี” เกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศด้วย

          (2) โซนนิทรรศการของคณะทูตต่างประเทศพร้อมการตอบปัญหาเพื่อรับของที่ระลึกจากต่างประเทศ โดยมีคณะทูตานุทูตจากประเทศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จฯ ประพาส และองค์การระหว่างประเทศ 3 แห่งที่เคยทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล เข้าร่วมกิจกรรมในโซนนี้ ทั้งนี้ ประเทศที่เข้าร่วมงานทุกวันรวม 5 ประเทศได้แก่ สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย มาเลเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และยังมีประเทศอื่นๆ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาจัดนิทรรศการรวมทั้งสิ้น 29 ประเทศ นอกจากนี้ ยังขอเชิญชวนประชาชนที่มาร่วมงานถ่ายภาพกับหุ่นที่ใส่ชุดประจำชาติของประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ และผู้เข้าร่วมทุกท่านจะได้รับ “หนังสือเดินทางที่ระลึก” ที่จัดพิมพ์ขึ้นเป็นพิเศษในวาระโอกาสนี้ด้วย

          (3) โซนหน่วยบริการหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ และการให้คำแนะนำแก่ประชาชนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถยื่นขอหนังสือเดินทางได้ในงานนี้ โดยไม่ต้องไปติดต่อทำหนังสือเดินทางที่กรมการกงสุลหรือที่สำนักงานหนังสือเดินทางตามปกติ และกระทรวงการต่างประเทศจะจัดส่งเล่มหนังสือเดินทางที่ดำเนินการจัดทำเรียบร้อยแล้วไปให้ทางไปรษณีย์ต่อไป

          จึงขอประกาศเชิญชวนให้ประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา 5 ธันวาคม 2552 ของกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว

(1 ธันวาคม 2552)




กรมการกงสุลจัดบริการทำหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ณ จังหวัดนราธิวาส

          ด้วยกรมการกงสุลมีกำหนดจัดส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกให้บริการรับคำร้องขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป (ไม่รวมหนังสือเดินทางพระภิกษุและหนังสือเดินทางราชการ) ระหว่างวันที่ 14-23 ธันวาคม 2552 (เว้นวันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2552) ตั้งแต่เวลา 08.00-16.30 น. ณ หอประชุมโรงเรียนนราสิกขาลัย
          ทั้ง นี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในจังหวัดข้างต้นและจังหวัดใกล้เคียงให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำหนังสือเดินทางยังสำนักงานหนังสือเดินทาง ต่าง ๆ

          เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทาง
          บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ยังไม่หมดอายุและไม่ถูกยกเลิกการใช้งาน
          กรณีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์)
          1. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) / กรณีอายุยังไม่ถึง 15 ปี ให้ใช้สูติบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ฉบับจริง)
          2. ทะเบียนบ้านหรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำร้องถูกต้อง (ไม่อยู่ระหว่างการย้ายหรืออยู่ในทะเบียนบ้านกลางหรือขัดข้องด้วยเหตุอื่น)
          3. บัตรประจำตัวประชาชนของบิดาและมารดา (ฉบับจริง)
          4. บิดาและมารดาต้องมาลงนามให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ทั้งสองคน
              4.1 กรณีบิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสและผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะของ มารดาแต่ผู้เดียว ให้มารดาเป็นผู้ลงนามพร้อมแสดงหนังสือรับรองการปกครองบุตรที่ออกโดยอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น (ฉบับจริง)
              4.2 กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนหย่า ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ผู้เดียวที่ระบุในบันทึกการหย่าเป็นผู้ลงนาม ให้ความยินยอมพร้อมกับบันทึกการหย่า (ฉบับจริง)
              4.3 กรณีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอมได้ ให้ผู้นั้นทำหนังสือยินยอมจากอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น(ฉบับจริง)และนำ มาแสดง
          5. ใบเปลี่ยนชื่อหรือสกุลของผู้เยาว์ บิดาและมารดาตัวจริง (หากมี)

          ขั้นตอนทำหนังสือเดินทาง
          1. แสดงเอกสาร
          2. วัดส่วนสูง
          3. กรอกชื่อภาษาอังกฤษและที่อยู่ไปรษณีย์
          4. สแกนลายนิ้วมือและถ่ายรูป
          5. ชำระค่าธรรมเนียม

          ค่าธรรมเนียนการทำหนังสือเดินทาง
          1. ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง 1,000.-บาท
          2. คำจัดส่งไปรษณีย์ (EMS)       35.-บาท

          คำแนะนำ
          1. ผู้มีหนังสือเดินทางที่อายุใช้งานเหลือ 6 เดือนหรือน้อยกว่า ควรขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ โดยนำหนังสือเดินทางเล่มเก่ามายกเลิกด้วย
          2. ผู้รับบริการจะได้รับเล่มหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ภายใน 2 สัปดาห์ โดยกรมการกงสุลจะจัดส่งตามที่อยู่ที่ผู้รับบริการระบุไว้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับบริการกรอกที่อยู่ไปรษณีย์ให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อป้องกันการสูญหายและความล่าช้าในการจัดส่ง กรณีไม่ได้รับเล่มหนังสือเดินทางตามกำหนดโปรดติดต่อฝ่ายไปรษณีย์ กองหนังสือเดินทาง โทร.02-981-7278 , 02-981-7171 ต่อ 2101-5

(26 พฤศจิกายน 2552)




กรมการกงสุลจัดบริการทำหนังสือเดินทางเคลื่อนที่
ระหว่างการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ ริมถนนราชดำเนินกลาง

          ด้วยกรมการกงสุลมีกำหนดจัดส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกให้บริการรับคำร้องขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป (ไม่รวมหนังสือเดินทางพระภิกษุและหนังสือเดินทางราชการ) ระหว่างการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ ริมถนนราชดำเนินกลาง ระหว่างวันที่ 3-7 ธันวาคม 2552 เวลา 18.00-22.00 น.
          ทั้ง นี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในจังหวัดข้างต้นและจังหวัดใกล้เคียงให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำหนังสือเดินทางยังสำนักงานหนังสือเดินทาง ต่าง ๆ

          เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทาง
          บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ยังไม่หมดอายุและไม่ถูกยกเลิกการใช้งาน
          กรณีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์)
          1. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) / กรณีอายุยังไม่ถึง 15 ปี ให้ใช้สูติบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ฉบับจริง)
          2. ทะเบียนบ้านหรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำร้องถูกต้อง (ไม่อยู่ระหว่างการย้ายหรืออยู่ในทะเบียนบ้านกลางหรือขัดข้องด้วยเหตุอื่น)
          3. บัตรประจำตัวประชาชนของบิดาและมารดา (ฉบับจริง)
          4. บิดาและมารดาต้องมาลงนามให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ทั้งสองคน
              4.1 กรณีบิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสและผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะของ มารดาแต่ผู้เดียว ให้มารดาเป็นผู้ลงนามพร้อมแสดงหนังสือรับรองการปกครองบุตรที่ออกโดยอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น (ฉบับจริง)
              4.2 กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนหย่า ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ผู้เดียวที่ระบุในบันทึกการหย่าเป็นผู้ลงนาม ให้ความยินยอมพร้อมกับบันทึกการหย่า (ฉบับจริง)
              4.3 กรณีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอมได้ ให้ผู้นั้นทำหนังสือยินยอมจากอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น(ฉบับจริง)และนำ มาแสดง
          5. ใบเปลี่ยนชื่อหรือสกุลของผู้เยาว์ บิดาและมารดาตัวจริง (หากมี)

          ขั้นตอนทำหนังสือเดินทาง
          1. แสดงเอกสาร
          2. วัดส่วนสูง
          3. กรอกชื่อภาษาอังกฤษและที่อยู่ไปรษณีย์
          4. สแกนลายนิ้วมือและถ่ายรูป
          5. ชำระค่าธรรมเนียม

          ค่าธรรมเนียนการทำหนังสือเดินทาง
          1. ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง 1,000.-บาท
          2. คำจัดส่งไปรษณีย์ (EMS)       35.-บาท

          คำแนะนำ
          1. ผู้มีหนังสือเดินทางที่อายุใช้งานเหลือ 6 เดือนหรือน้อยกว่า ควรขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ โดยนำหนังสือเดินทางเล่มเก่ามายกเลิกด้วย
          2. ผู้รับบริการจะได้รับเล่มหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ภายใน 2 สัปดาห์ โดยกรมการกงสุลจะจัดส่งตามที่อยู่ที่ผู้รับบริการระบุไว้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับบริการกรอกที่อยู่ไปรษณีย์ให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อป้องกันการสูญหายและความล่าช้าในการจัดส่ง กรณีไม่ได้รับเล่มหนังสือเดินทางตามกำหนดโปรดติดต่อฝ่ายไปรษณีย์ กองหนังสือเดินทาง โทร.02-981-7278 , 02-981-7171 ต่อ 2101-5

(25 พฤศจิกายน 2552)


แรงงานไทยในสเปนขอความช่วยเหลือให้ส่งตัวกลับประเทศไทย

          กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด ว่า ได้รับการร้องเรียนจากแรงงานไทยจำนวน 19 คน ซึ่งเคยทำงานเก็บผักที่จังหวัดดหนึ่งในสเปน ว่า ได้เดินทางเข้าไปทำงานเก็บผักในประเทศสเปน โดยเสียค่าใช้จ่ายหัวละ 580,000.00 บาท ให้กับบริษัทจัดหางานแห่งหนึ่งในประเทศไทย และได้รับแจ้งว่า จะมีระยะเวลาทำงาน 5 ปี โดยสัญญาสามารถต่อได้โดยอัตโนมัติ แต่เมื่อทำงานได้ครบ 1 ปี พวกตนได้รับแจ้งจากบริษัทนายจ้างสเปนว่า ให้เดินทางกลับประเทศไทย พร้อมทั้งได้ซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินให้ด้วย แต่บริษัทจัดหางานไทยได้โน้มน้าวคนงานให้หลีกเลี่ยงการเดินทางกลับประเทศไทย โดยอ้างว่าบริษัท ฯ สามารถต่อบัตรทำงานในสเปนให้ได้ แรงงานไทยทั้ง 19 ราย จึงได้รออยู่เป็นเวลาประมาณ 4 เดือน ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และขณะนี้พำนักอยู่ในสเปนอย่างยากลำบากและผิดกฎหมาย จึงขอความช่วยเหลือสถานเอกอัครราชทูต ฯ ให้ช่วยส่งตัวกลับประเทศไทยด้วย
          สถานเอกอัครราชทูต ฯ จึงได้ประสานขอทราบรายละเอียด/ข้อเท็จจริงกับบริษัทนายจ้างสเปนเกี่ยวกับสัญญาจ้างซึ่งได้รับแจ้งว่า เป็นสัญญาจ้างระยะเวลา 9 เดือน และต่ออายุได้อีก 3 เดือน รวมระยะเวลาทำงาน 1 ปี และทางบริษัท ฯ มีความพอใจในการทำงานของแรงงานไทย ซึ่งทางบริษัท ฯ ได้ยื่นเรื่องต่อทางการสเปนเพื่อขอต่อสัญญาจ้าง แต่ไม่ได้รับอนุมัติเนื่องจากขณะนี้จำนวนแรงงานสเปนว่างงานเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ บริษัท ฯ ได้ซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินกลับประเทศไทยให้กับแรงงานไทยทั้ง 19 คน หลังสัญญาจ้างสิ้นสุดแล้ว แต่ในวันที่ส่งรถไปรับแรงงานไทยไปสนามบินกลับไม่พบแรงงานไทยดังกล่าว และจนบัดนี้ก็ไม่ทราบว่าแรงงานไทยพำนักอยู่ที่ใด บริษัท ฯ จึงถือว่าหมดภาระความรับผิดชอบแล้วในเรื่องการส่งกลับแรงงานไทยกลับประเทศไทย เนื่องจากได้ออกบัตรโดยสารเครื่องบินให้แล้วและบัตรฯก็ได้หมดอายุแล้วด้วย
          กระทรวงการต่างประเทศจึงขอประชาสัมพันธ์เตือนแรงงานไทยที่ประสงค์จะไปทำงานในต่างประเทศให้ติดต่อกระทรวงแรงงาน ฯ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และศึกษา/ตรวจสอบสัญญาจ้างอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจไปทำงานในต่างประเทศ


(23 พฤศจิกายน 2552 )



แรงงานหญิงไทยในดูไบถูกตำรวจจับกุมในข้อหาค้าประเวณี

          กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานจากสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ว่า ตำรวจหน่วย Crime Investigation Department (CID) ได้เข้าจับกุมพนักงานนวดหญิงไทย 7 คน ในร้านนวดแห่งหนึ่ง โดยตำรวจได้รับรายงานว่าร้านนวดดังกล่าวมีการให้บริการทางเพศกับลูกค้า จึงส่งเจ้าหน้าที่ปลอมตัวเป็นลูกค้าเข้าไปใช้บริการจนสามารถจับกุมพนักงานหญิงไทยได้ขณะให้บริการ และนำไปควบคุมตัวไว้ที่สำนักงาน CID
          กระทรวงการต่างประเทศจึงขอประชาสัมพันธ์เตือนหญิงไทยที่จะเดินทางไปค้าประเวณีในต่างประเทศว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย หลายประเทศที่ทางการได้เอาจริงเอาจังและดำเนินการอย่างเข้มงวดกับกิจการที่ผิดกฎหมายทุกประเภท


(20 พฤศจิกายน 2552 )





กรมการกงสุลจัดบริการทำหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ณ จังหวัดชลบุรี (พัทยา)

          ด้วยกรมการกงสุลมีกำหนดจัดส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกให้บริการรับคำร้องขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป (ไม่รวมหนังสือเดินทางพระภิกษุและหนังสือเดินทางราชการ) ณ โรงแรมณุศาพลาญ่า หาดจอมเทียน เมืองพัทยา ระหว่างวันที่ 1-6 ธันวาคม 2552 เวลา 08.00-16.30 น.
          ทั้ง นี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในจังหวัดข้างต้นและจังหวัดใกล้เคียงให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำหนังสือเดินทางยังสำนักงานหนังสือเดินทาง ต่าง ๆ

          เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทาง
          บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ยังไม่หมดอายุและไม่ถูกยกเลิกการใช้งาน
          กรณีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์)
          1. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) / กรณีอายุยังไม่ถึง 15 ปี ให้ใช้สูติบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ฉบับจริง)
          2. ทะเบียนบ้านหรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำร้องถูกต้อง (ไม่อยู่ระหว่างการย้ายหรืออยู่ในทะเบียนบ้านกลางหรือขัดข้องด้วยเหตุอื่น)
          3. บัตรประจำตัวประชาชนของบิดาและมารดา (ฉบับจริง)
          4. บิดาและมารดาต้องมาลงนามให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ทั้งสองคน
              4.1 กรณีบิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสและผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะของ มารดาแต่ผู้เดียว ให้มารดาเป็นผู้ลงนามพร้อมแสดงหนังสือรับรองการปกครองบุตรที่ออกโดยอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น (ฉบับจริง)
              4.2 กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนหย่า ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ผู้เดียวที่ระบุในบันทึกการหย่าเป็นผู้ลงนาม ให้ความยินยอมพร้อมกับบันทึกการหย่า (ฉบับจริง)
              4.3 กรณีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอมได้ ให้ผู้นั้นทำหนังสือยินยอมจากอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น(ฉบับจริง)และนำ มาแสดง
          5. ใบเปลี่ยนชื่อหรือสกุลของผู้เยาว์ บิดาและมารดาตัวจริง (หากมี)

          ขั้นตอนทำหนังสือเดินทาง
          1. แสดงเอกสาร
          2. วัดส่วนสูง
          3. กรอกชื่อภาษาอังกฤษและที่อยู่ไปรษณีย์
          4. สแกนลายนิ้วมือและถ่ายรูป
          5. ชำระค่าธรรมเนียม

          ค่าธรรมเนียนการทำหนังสือเดินทาง
          1. ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง 1,000.-บาท
          2. คำจัดส่งไปรษณีย์ (EMS)       35.-บาท

          คำแนะนำ
          1. ผู้มีหนังสือเดินทางที่อายุใช้งานเหลือ 6 เดือนหรือน้อยกว่า ควรขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ โดยนำหนังสือเดินทางเล่มเก่ามายกเลิกด้วย
          2. ผู้รับบริการจะได้รับเล่มหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ภายใน 2 สัปดาห์ โดยกรมการกงสุลจะจัดส่งตามที่อยู่ที่ผู้รับบริการระบุไว้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับบริการกรอกที่อยู่ไปรษณีย์ให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อป้องกันการสูญหายและความล่าช้าในการจัดส่ง กรณีไม่ได้รับเล่มหนังสือเดินทางตามกำหนดโปรดติดต่อฝ่ายไปรษณีย์ กองหนังสือเดินทาง โทร.02-981-7278 , 02-981-7171 ต่อ 2101-5





กรมการกงสุลจัดบริการทำหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา (อำเภอพนมสารคาม)

          ด้วยกรมการกงสุลมีกำหนดจัดส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกให้บริการรับคำร้องขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป (ไม่รวมหนังสือเดินทางพระภิกษุและหนังสือเดินทางราชการ) ณ หอประชุมอำเภอพนมสารคาม ระหว่างวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.00-16.30 น.
          ทั้ง นี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในจังหวัดข้างต้นและจังหวัดใกล้เคียงให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำหนังสือเดินทางยังสำนักงานหนังสือเดินทาง ต่าง ๆ

          เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทาง
          บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ยังไม่หมดอายุและไม่ถูกยกเลิกการใช้งาน
          กรณีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์)
          1. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) / กรณีอายุยังไม่ถึง 15 ปี ให้ใช้สูติบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ฉบับจริง)
          2. ทะเบียนบ้านหรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำร้องถูกต้อง (ไม่อยู่ระหว่างการย้ายหรืออยู่ในทะเบียนบ้านกลางหรือขัดข้องด้วยเหตุอื่น)
          3. บัตรประจำตัวประชาชนของบิดาและมารดา (ฉบับจริง)
          4. บิดาและมารดาต้องมาลงนามให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ทั้งสองคน
              4.1 กรณีบิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสและผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะของ มารดาแต่ผู้เดียว ให้มารดาเป็นผู้ลงนามพร้อมแสดงหนังสือรับรองการปกครองบุตรที่ออกโดยอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น (ฉบับจริง)
              4.2 กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนหย่า ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ผู้เดียวที่ระบุในบันทึกการหย่าเป็นผู้ลงนาม ให้ความยินยอมพร้อมกับบันทึกการหย่า (ฉบับจริง)
              4.3 กรณีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอมได้ ให้ผู้นั้นทำหนังสือยินยอมจากอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น(ฉบับจริง)และนำ มาแสดง
          5. ใบเปลี่ยนชื่อหรือสกุลของผู้เยาว์ บิดาและมารดาตัวจริง (หากมี)

          ขั้นตอนทำหนังสือเดินทาง
          1. แสดงเอกสาร
          2. วัดส่วนสูง
          3. กรอกชื่อภาษาอังกฤษและที่อยู่ไปรษณีย์
          4. สแกนลายนิ้วมือและถ่ายรูป
          5. ชำระค่าธรรมเนียม

          ค่าธรรมเนียนการทำหนังสือเดินทาง
          1. ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง 1,000.-บาท
          2. คำจัดส่งไปรษณีย์ (EMS)       35.-บาท

          คำแนะนำ
          1. ผู้มีหนังสือเดินทางที่อายุใช้งานเหลือ 6 เดือนหรือน้อยกว่า ควรขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ โดยนำหนังสือเดินทางเล่มเก่ามายกเลิกด้วย
          2. ผู้รับบริการจะได้รับเล่มหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ภายใน 2 สัปดาห์ โดยกรมการกงสุลจะจัดส่งตามที่อยู่ที่ผู้รับบริการระบุไว้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับบริการกรอกที่อยู่ไปรษณีย์ให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อป้องกันการสูญหายและความล่าช้าในการจัดส่ง กรณีไม่ได้รับเล่มหนังสือเดินทางตามกำหนดโปรดติดต่อฝ่ายไปรษณีย์ กองหนังสือเดินทาง โทร.02-981-7278 , 02-981-7171 ต่อ 2101-5

(18 พฤศจิกายน 2552)




กรมการกงสุลจัดบริการทำหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ณ จังหวัดเชียงราย

          ด้วยกรมการกงสุลมีกำหนดจัดส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกให้บริการรับคำร้องขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป (ไม่รวมหนังสือเดินทางพระภิกษุและหนังสือเดินทางราชการ) จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 16 - 20 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.00-16.30 น. ณ หอประชุมศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและการเรียนรู้ อบจ.เชียงราย
          ทั้ง นี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในจังหวัดข้างต้นและจังหวัดใกล้เคียงให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำหนังสือเดินทางยังสำนักงานหนังสือเดินทาง ต่าง ๆ

          เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทาง
          บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ยังไม่หมดอายุและไม่ถูกยกเลิกการใช้งาน
          กรณีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์)
          1. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) / กรณีอายุยังไม่ถึง 15 ปี ให้ใช้สูติบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ฉบับจริง)
          2. ทะเบียนบ้านหรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำร้องถูกต้อง (ไม่อยู่ระหว่างการย้ายหรืออยู่ในทะเบียนบ้านกลางหรือขัดข้องด้วยเหตุอื่น)
          3. บัตรประจำตัวประชาชนของบิดาและมารดา (ฉบับจริง)
          4. บิดาและมารดาต้องมาลงนามให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ทั้งสองคน
              4.1 กรณีบิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสและผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะของ มารดาแต่ผู้เดียว ให้มารดาเป็นผู้ลงนามพร้อมแสดงหนังสือรับรองการปกครองบุตรที่ออกโดยอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น (ฉบับจริง)
              4.2 กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนหย่า ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ผู้เดียวที่ระบุในบันทึกการหย่าเป็นผู้ลงนาม ให้ความยินยอมพร้อมกับบันทึกการหย่า (ฉบับจริง)
              4.3 กรณีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอมได้ ให้ผู้นั้นทำหนังสือยินยอมจากอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น(ฉบับจริง)และนำ มาแสดง
          5. ใบเปลี่ยนชื่อหรือสกุลของผู้เยาว์ บิดาและมารดาตัวจริง (หากมี)

          ขั้นตอนทำหนังสือเดินทาง
          1. แสดงเอกสาร
          2. วัดส่วนสูง
          3. กรอกชื่อภาษาอังกฤษและที่อยู่ไปรษณีย์
          4. สแกนลายนิ้วมือและถ่ายรูป
          5. ชำระค่าธรรมเนียม

          ค่าธรรมเนียนการทำหนังสือเดินทาง
          1. ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง 1,000.-บาท
          2. คำจัดส่งไปรษณีย์ (EMS)       35.-บาท

          คำแนะนำ
          1. ผู้มีหนังสือเดินทางที่อายุใช้งานเหลือ 6 เดือนหรือน้อยกว่า ควรขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ โดยนำหนังสือเดินทางเล่มเก่ามายกเลิกด้วย
          2. ผู้รับบริการจะได้รับเล่มหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ภายใน 2 สัปดาห์ โดยกรมการกงสุลจะจัดส่งตามที่อยู่ที่ผู้รับบริการระบุไว้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับบริการกรอกที่อยู่ไปรษณีย์ให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อป้องกันการสูญหายและความล่าช้าในการจัดส่ง กรณีไม่ได้รับเล่มหนังสือเดินทางตามกำหนดโปรดติดต่อฝ่ายไปรษณีย์ กองหนังสือเดินทาง โทร.02-981-7278 , 02-981-7171 ต่อ 2101-5

(5 พฤศจิกายน 2552)


สถานการณ์การประท้วงใหญ่ในเนปาล

          กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ว่า จะมีการชุมนุมประท้วงโดยพรรค Unified Communist Party of Nepal –Maoist (UCPN Maoist) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาร่างรัฐธรรมนูญของเนปาล ได้มีการกำหนดแผนการประท้วงเริ่มในวันที่ 1 พ.ย. 52 ไปจนถึงวันที่ 13 พ.ย. 52 โดยมีการเดินขบวน ชุมนุมปิดล้อมและขัดขวางการปฏิบัติงานตามสถานที่ราชการและหน่วยงานเทศบาลของรัฐ ปิดล้อมหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะในวันที่ 10 พ.ย. 52 จะชุมนุมประท้วงปิดทางเข้า – ออกหุบเขากาฐมาณฑุทุกด้าน รวมทั้งสนามบิน และวันที่ 12 – 13 พ.ย. 52 จะปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล
          จึงขอประชาสัมพันธ์เตือนคนไทยที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในเนบาลในช่วงดังกล่าวให้ทราบถึงสถานการณ์ดังกล่าวที่อาจจะส่งผลกระทบอย่างมาก และในกรณีที่ท่านมีความจำเป็นต้องเดินทางไปเนปาลในช่วงดังกล่าวก็ขอให้ติดตามสถานการณ์การเมืองเนปาลอย่างใกล้ชิด โดยสามารถติดตามสถานการณ์การประท้วงได้จาก website ของสถานเอกอัครรชทูต ฯ www.thaiembassy.org/kathmandu


(4 พฤศจิกายน 2552 )




สถานการณ์ก่อความไม่สงบในรัฐ Jharkhan พิหาร และโอริสสา

          กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา เกี่ยวกับสถานการณ์การก่อความไม่สงบของกลุ่มก่อการร้าย Maoist ว่า รัฐบาลอินเดียได้ประกาศเตือนว่า อาจจะมีการโจมตีขบวนรถไฟโดยกลุ่มก่อการร้าย Maoist ในบริเวณพื้นที่บางส่วนของรัฐพิหาร (Bihar) Jharkhan และบริเวณพรมแดนที่ติดกับรัฐเบงกอลตะวันตก ทั้งนี้ สถานีรถไฟต่าง ๆ ที่อยู่ในรัฐดังกล่าวต่างมีความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกโจมตีของกลุ่ม Maoist ด้วย
          จึงขอประชาสัมพันธ์ให้คนไทยที่จะเดินทางโดยรถไฟผ่านพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการโจมตีดังกล่าวในระยะนี้ ให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หรือหากไม่มีความจำเป็นก็ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปในบริเวณดังกล่าว จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเป็นปกติ


(2 พฤศจิกายน 2552 )





กรมการกงสุลจัดบริการทำหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ณ จ.ร้อยเอ็ด
 
          ด้วยกรมการกงสุลมีกำหนดจัดส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกให้บริการรับ คำร้องขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป (ไม่รวมหนังสือเดินทางพระภิกษุและหนังสือเดินทางราชการ) จ.ร้อยเอ็ด ณ วัดกลางมิ่งเมือง ระหว่างวันที่ 28-31 ตุลาคม 2552 เวลา 08.00-16.30 น.
          ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก แก่ประชาชนในจังหวัดข้างต้นและจังหวัดใกล้เคียงให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้ จ่ายในการเดินทางไปทำหนังสือเดินทางยังสำนักงานหนังสือเดินทางต่างๆ

(15 ตุลาคม 2552)



โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ร่วมกับหน่วยประสานงานเพื่อต่อต้าน
การค้ามนุษย์ภาคเหนือตอนบนประเทศไทย (TRAFCORD)

          นายมนชัย พัชนี ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล และนางสาวศิริพร ช้างเอก ได้เข้าร่วมโครงการต่อต้านการค้ามนุษย์กับ TRAFCORD ที่จังหวัดพะเยา และจังหวัดเชียงราย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 24 กันยายน 2552 โดยการจัดเวทีชุมชนเพื่อให้ความรู้ในเรื่องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์
          ในช่วงเช้าของวันที่ 23 กันยายน 2552 มีการจัดเวทีชุมชนดังกล่าวที่วัดวังฟ่อน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 111 คน ประกอบด้วย จัดหางานจังหวัด ปลัดอำเภอ กำนัน และแกนนำชุมชน การดำเนินกิจกรรมเริ่มด้วยการบรรยายของนายอานัส อุทัยศรี เจ้าหน้าที่ TRAFCORD ได้กล่าวถึงนิยามและสถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทย และในช่วงบ่ายได้มีการจัดเวทีชุมชนเพื่อให้ความรู้ในเรื่องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ ที่วัดศรีบุญชุม ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา โดยมีผู้นำชุมชน และชาวบ้าน อีก 127 ราย เข้าร่วมรับฟัง โดยการบรรยายตามแนวเดียวกัน
          วันที่ 24 กันยายน 2552 ได้จัดเวทีชุมชนในรูปแบบของการเสวนาในหัวข้อการเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ ขึ้นที่โรงเรียนบ้านสันติคีรี ตำบลแม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยมี แกนนำชุมชน และผู้สนใจเข้าร่วม จำนวน 130 คน
          ในการบรรยาย นายมนชัย ฯ ได้บรรยายในหัวข้อเรื่อง “การเดินทางไปต่างประเทศอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์” กล่าวถึงภาพรวมของภารกิจของกรมการกงสุล ภารกิจของกองคุ้มครอง ฯ และประเภทของผู้ตกทุกข์ได้ยาก จากนั้นจึงได้เข้าสู่ประเด็นการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศอย่างปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย โดยสรุปว่า
          1. การเดินทางไปทำงานต่างประเทศจะทำได้ 5 วิธี
              1.1 รัฐจัดส่งไปในขณะนี้มีเพียงประเทศเดียว คือเกาหลี
              1.2 บริษัทจัดหางานจัดส่ง ซึ่งจะต้องเสียค่าหัว
              1.3 การเดินทางไปทำงานด้วยตนเอง ซึ่งปัจจุบัน แรงงานไทยจะถูกนายหน้าและ/หรือบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าหัว เพื่อติดต่อนายจ้างในต่างประเทศให้
              1.4 บริษัทนายจ้างในประเทศไทยส่งไปฝึกงานในต่างประเทศ
              1.5 บริษัทนายจ้างในประเทศไทยส่งไปทำงานในต่างประเทศ อาทิ กรณีเก็บผลไม้ป่าในสวีเดน
          2. ภัยของการเดินทางไปประกอบอาชีพนวดในต่างประเทศ
          3. ภัยจากขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ
          4. นอกจากนั้นสตรีไทยพึงระมัดระวังหากมีผู้มาชักจูงให้เดินทางไปทำงานประเทศที่ไม่ต้องขอรับการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง (วีซ่า) โดยเฉพาะอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ บาห์เรน แอฟริกาใต้ อาร์เจนติน่า เพราะอาจถูกล่อลวงให้ไปบังคับให้ขายบริการทางเพศ หรือ ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติเช่นในกรณีของอาร์เจนติน่า
          5. การเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ไม่ว่าทำงานนวด แม่บ้าน หรือในร้านอาหาร จะต้องผ่านขั้นตอนการดำเนินการดังนี้ เพื่อให้ถูกต้องตาม ก.ม. (ม. 48 - การแจ้งว่าหางานทำใน ต่างประเทศ ได้ด้วยตนเอง แห่ง พ.ร.บ.จัดหางาน 2528) ดังนี้
              5.1 นายจ้างจะต้องนำสัญญาจ้างงานไปให้สถานทูตไทย/สถานกงสุลไทยที่ประจำอยู่ในประเทศของนายจ้าง รับรองแล้วจัดส่งมาให้ผู้หางานที่ประเทศไทย
              5.2 ผู้หางานต้องนำสัญญาจ้างดังกล่าวไปให้สำนักจัดหางานจังหวัด หรือกรมการจัดหางานอนุมัติการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ
              5.3 ผู้หางานต้องนำหนังสือเดินทางไปขอรับการตรวจลงตรา (วีซ่า) ประเภททำงานจากสถานทูต/สถานกงสุลของประเทศที่จะเดินทางไปทำงาน
          โครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์อย่างมากในแต่ละวันมีผู้นำชุมชน ผู้สนใจเข้าร่วมรับฟัง ก่อให้เกิดความตื่นตัวในเรื่องภัยค้ามนุษย์ ปัญหาที่เกิดจากการเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่มีความรู้และการเตรียมตัวที่ดี
(ตุลาคม 2552)



ผลงานด้านกงสุลและการบริการประชาชนของกระทรวงการต่างประเทศ

          กระทรวงการต่างประเทศขอแจ้งผลการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวกับการคุ้มครองดูแลคนไทย การให้บริการด้านกงสุลแก่คนไทยทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชนไทยในต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบดูแลภารกิจด้านการต่างประเทศ ที่ได้ถือปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริม รักษาและคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศและคนไทยในต่างประเทศ ดังนี้

        1.การบริการประชาชน

1.1 การบริการหนังสือเดินทาง


ในปี 2552 กระทรวงการต่างประเทศได้เปิดสำนักงานหนังสือเดินทางในจังหวัดสำคัญ ๆ หลายแห่งเพื่อ มุ่งบริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ โดยได้เปิดสำนักงานหนังสือเดินทางที่จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2552 และ ที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ทำให้มีสำนักงานหนังสือเดินทางในต่างจังหวัด รวมทั้งสิ้น 10 แห่ง ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังได้จัดบริการหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ไปยังจังหวัดที่ไม่มีสำนักงาน หนังสือเดินทาง ประมาณปีละ 30 ครั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ เดือนมกราคม 2552 ได้จัดหนังสือเดินทางเคลื่อนที่แล้ว 18 ครั้ง สามารถออกหนังสือเดินทางแก่ประชาชนที่มาขอรับบริการเป็นจำนวน 35,058 เล่ม นอกจากนี้ ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศยังได้ส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ไป ให้บริการประชาชนที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างสม่ำเสมอทุกปี เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในพิ้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ รวมทั้งให้ความร่วมมือแก่กรมการศาสนา ในการออกหนังสือเดินทางฮัจย์ โดยกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมต่ำกว่าบุคคลทั่วไปจาก 1,000 บาทเหลือเพียง 400 บาท สำหรับประชาชนไทยเชื้อสายมุสลิม ที่มีกำหนดเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์อีกด้วย

1.2 การขยายการบริการด้านกงสุลแก่ประชาชน


กระทรวง การต่างประเทศมีแผนที่จะยกระดับสำนักงานหนังสือเดินทางฯ เพื่อให้บริการในด้านกงสุลอื่น ๆ ให้ครบวงจรมากขึ้น อาทิ งานรับรองเอกสาร งานช่วยเหลือคุ้มครองคนไทย การช่วยเป็นที่ปรึกษาด้านพิธีการและช่วยประสานงานด้านต่างประเทศให้กับ จังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว กัมพูชา พม่าและมาเลเซีย การเป็นองค์ความรู้ด้านต่างประเทศให้กับชุมชน

1.3 การให้ความรู้และเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางไปต่างประเทศ


กระทรวงการต่างประเทศได้ริเริ่มจัดเจ้าหน้าที่ไปพบปะให้ความรู้แก่ประชาชนในภูมิภาคต่างๆเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์และจำเป็นสำหรับการเตรียมตัวที่ถูกต้องก่อนเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ โดยอาศัยข้อมูลและประสบการณ์จริงของเจ้าหน้าที่ที่เคยปฏิบัติงานด้านกงสุลในต่างประเทศเป็นข้อมูลตัวอย่าง นอกจากการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อประชาสัมพันธ์รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งดำเนินการอยู่เป็นประจำ นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 เป็นต้นมา ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้ฯ ในจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา นครพนม บุรีรัมย์ ขอนแก่น อุบลราชธานี หนองคาย อุดรธานี และชลบุรี โดยร่วมมือกับแรงงานจังหวัด พัฒนาสังคมจังหวัด องค์กรพัฒนาเอกชน และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ โดยจะดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก


นอกจากนี้ โดยที่ปัญหาแรงงานในต่างประเทศส่วนหนึ่งมาจากการขาดการเตรียมตัวที่ดี ในปี 2552 นี้ กระทรวง การต่างประเทศจึงได้สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นดำเนินโครงการนำร่องในการ จัดอบรมและพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยแบบครบวงจร โดยการให้ความรู้ทั้งด้านกฎระเบียบ สภาพชีวิตความเป็นอยู่และการสอนภาษาของประเทศปลายทางก่อนออกเดินทาง โดยเริ่มโครงการแรกกับแรงงานที่จะเดินทางไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี และจะนำผลการดำเนินโครงการส่งให้กระทรวงแรงงาน พิจารณาใช้ประโยชน์ต่อไป


          2. การคุ้มครองดูแลคนไทยในต่างประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศได้ให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศปีละ 2,000-3,000 ราย กลุ่ม เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ แรงงาน ลูกเรือประมง และหญิงไทยที่ถูกหลอกไปค้าประเวณีในต่างประเทศ โดยมีการดำเนินการสำคัญตั้งแต่ต้นปี 2552 ดังนี้

2.1 การจัดตั้งคณะทำงานด้านประมง


ปัญหาเรือประมงไทยถูกจับกุมในน่านน้ำต่างประเทศมีแนวโน้มซับซ้อนขึ้น และเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจจากฝ่ายนิติบัญญัติเป็นพิเศษ กระทรวงการต่างประเทศจึงได้ตั้งคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านประมงเมื่อ วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 ประกอบด้วยผู้แทนจากกรมประมง กองทัพเรือ กองบังคับการตำรวจน้ำ กรมการขนส่ง-ทางน้ำและพาณิชยนาวี และหน่วยงานในกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อปฏิบัติงานร่วมกันในการหาข้อมูลข้อเท็จจริงเบื้องต้น เพื่อบูรณาการการให้ความช่วยเหลือเรือและลูกเรือประมงไทยอย่างมีประสิทธิภาพ คณะทำงานฯ ได้จัดประชุมไปแล้ว 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 24 เมษายน วันที่ 3 กรกฎาคม และวันที่ 28 กันยายน 2552 ตามลำดับ ขณะนี้อยู่ใน ระหว่างการพิจารณาร่างบทบาทหน้าที่ (TOR) และแนวปฏิบัติ (SOP) ของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่มีชาวประมงไทยถูกจับด้วย

2.2 การจัดทีมสหวิชาชีพเพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ในต่างประเทศ


กระทรวงการต่างประเทศได้หารือกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการจัดตั้งทีมสหวิชาชีพเพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศ โดยจะจัดให้มีห้องปฏิบัติงานที่สนามบินสุวรรณภูมิในลักษณะ one-stop service นับตั้งแต่คนไทยตกทุกข์ได้รับความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในการส่งกลับประเทศไทย การรับตัวที่สนามบิน การช่วยเหลือส่งกลับภูมิลำเนา การช่วยฟื้นฟูอาชีพ ฯลฯ โดยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยได้จัดสรรพื้นที่ให้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา และกระทรวงพัฒนาสังคมฯ กำลังเตรียมแบบห้อง คาดว่าจะเปิดใช้บริการได้ในเดือนพฤศจิกายน 2552 นี้


          3. การเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนไทยในต่างประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนไทยในต่างประเทศ โดยเห็นว่าสามารถดำเนินการได้ใน 3 ลักษณะ ได้แก่ การส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวของชุมชนไทย การพัฒนาเพิ่มพูนทักษะและความรู้ และการส่งเสริมให้ชุมชนไทยอยู่ในสังคมท้องถิ่นอย่างมีศักดิ์ศรีและมีตัวตน

ในปี 2552 นี้ กระทรวงการต่างประเทศได้สนับสนุนงบประมาณให้กับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในต่างประเทศดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนไทย รวมทั้งได้ร่วมกับกรมสุขภาพจิตจัดคณะจิตแพทย์ไปอบรมให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพจิตและเสริมสร้างเครือข่ายชุมชนแก่อาสาสมัครและแกนนำคนไทยในประเทศที่มีชุมชนไทยหนาแน่น อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐ สวิตเซอร์แลนด์ อิสราเอล สาธารณรัฐเกาหลี ไต้หวัน นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนงบประมาณให้กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำหรับการดำเนินโครงการต่าง ๆ สำหรับคนไทยในต่างประเทศอีกด้วย


          4. การสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย

กระทรวงการต่างประเทศได้สนองตอบต่อนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยวเป็นการชั่วคราว 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2552 และต่อมาได้ขยายเป็น 1 ปี จนถึงวันที่ 4 มีนาคม 2553 จากการประเมินการยกเว้นค่าธรรมเนียมในช่วง 3 เดือนแรก พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติไปขอรับการตรวจลงตราที่สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 47 นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังได้กำชับให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่เร่งประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยให้มากยิ่งขึ้นด้วย

(20 ตุลาคม 2552)




ข้อห้ามในการนำพาอาวุธปืนไปต่างประเทศ

          กระทรวงการต่างประเทศ ขอประชาสัมพันธ์เตือนคนไทยที่จะเดินทางไปต่างประเทศ หรือเดินทางกลับจากต่างประเทศให้ทราบเกี่ยวกับข้อห้ามการนำพาอาวุธปืนเก็บไว้ในกระเป๋าสัมภาระ (Check-in-baggage) แม้ว่าจะแยกชิ้นส่วนและใส่ไว้ในกระเป๋าสัมภาระแล้วก็ตาม หากเจ้าหน้าที่ประจำสนามบินตรวจพบ ท่านจะถูกยึดอาวุธปืนไว้และมีบทลงโทษอีกด้วย

(20 ตุลาคม 2552)




การลักลอบขนยาเสพติดในบราซิล

          กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจาก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย นำส่งบทความเกี่ยวกับการลักลอบขนยาเสพติดในบราซิลเรื่อง "Stomach for rent to drug traffickers" จากหนังสือพิมพ์ O Estado do S. Paulo ของบราซิล สรุปสาระสำคัญดังนี้
          บราซิลอยู่ช่วงกลางของเส้นทางการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศและสนามบินนครเซา เปาโล เป็นเป้าหมายหลักของการลักลอบขนยาเสพติดทางอากาศ เนื่องจากมีเที่ยวบินเชื่อมต่อจุดต่างๆ ในลาตินอเมริกา โอกาสที่ผู้รับจ้างลักลอบขนยาเสพติดจะนำออกไปได้มีมาก ยาเสพติดบางส่วนอยู่ในบราซิล แต่ตลาดหลักของยาเสพติดอยู่ในยุโรปและเอเชีย ผู้รับจ้างลักลอบฯ ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน อายุไม่มาก และมาจากหลายประเทศ เช่น อังกฤษ สเปน แอฟริกาใต้ อังโกล่า เป็นต้น ค่าจ้างลักลอบขนยาเสพติด สูงสุดไม่เกิน 5,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยจะจ่ายเมื่อมีการส่งมอบของ การลักลอบขนยาเสพติดด้วยการกลืนลงในท้องเป็นวิธีที่ใช้มาก เนื่องจากสามารถลักลอบขนได้จำนวนมาก ประมาณ 70-100 แคปซูล แต่ละแคปซูลบรรจุยาฯ ประมาณ 5 ถึง 7 กรัม ซึ่งแพทย์ได้กล่าวว่า ผู้ลักลอบขนยาเสพติดกลืนโคเคนบริสุทธิ์ซึ่งอันตรายมากโดยเฉพาะเมื่อแคปซูลที่บรรจุโคเคนแตกเมื่ออยู่ในร่างกาย วิธีช่วยชีวิตของผู้กลืนโคเคนคือ การผ่าตัด โดยเฉลียโรงพยาบาลผ่าตัดช่วยชีวิตเดือนละ 6 ราย
          สำหรับเส้นทางที่ใช้เพื่อลักลอบขนยาเสพติดบ่อยๆ ได้แก่ จากนครเซาเปาโลไปยังกรุงลอนดอน กรุงบรัสเซลส์ กรุงมาดริดและบาเซโลน่า กรุงลิสบอน กรุงปารีส นครซูริค เซเนกัล กรุงโรม นครอิสตันบูล กรุงลากอส นครดูไบ กรุงลาอุนด้า (อังโกล่า) กรุงเทพฯ และนครโจฮันเนสเบิร์ก
          เกี่ยวกับเรื่องนี้ ปัจจุบันมีนักโทษไทยต้องโทษคดีลักลอบขนยาเสพติดในเรือนจำนครเซา เปาโล ประเทศบราซิล จำนวนรวมทั้งสิ้น 20 ราย
          จึงขอประชาสัมพันธ์เตือนคนไทยขอให้คำนึงถึงผลร้ายของการลักลอบขนยาเสพติด ขอให้ระมัดระวัง/หลีกเลี่ยงการถูกชักชวนเข้าสู่กระบวนการค้ายาเสพติดในฐานะผู้ลักลอบขนยาเสพติดจากแหล่งผลิตในประเทศที่สามไปยังแหล่งจำหน่าย หลายประเทศจะมีบทลงโทษที่รุนแรงสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต


(16 ตุลาคม 2552)




การจับกุมหญิงไทยข้อหาลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศมาเลเซีย

          กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ว่าเมื่อต้นเดือนกันยายน 2552 เจ้าหน้าที่ตำรวจกัวลาลัมเปอร์ได้เข้าตรวจค้นโรงแรมแห่งหนึ่งและได้พบหญิงที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนส่งยาเสพติดระหว่างประเทศ จึงทำการตรวจค้นร่างกายและห้องพัก ได้พบแคปซูลบรรจุโคเคนจำนวน 63 แค็ปซูล รวม 1 กิโลกรัม อยู่ในกระเพาะอาหารของหญิงไทยดังกล่าว จึงให้ขับถ่ายยาเสพติดออกจากร่างกาย
          ต่อมา สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมหญิงไทยคนดังกล่าว ที่สำนักงานตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดยหญิงไทยรายนี้เล่าว่า ได้ลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศมาเลเซียจริงโดยใช้วิธีกลืนลงท้อง ได้รับการว่าจ้างในราคา 1 แสนบาท จากชายจากทวีปแอฟริกา ซึ่งมีภรรยาเป็นคนไทยที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้ตนเดินทางไปรับยาเสพติดจากบุคคลในประเทศบราซิล ตนจึงเดินทางจากรุงเทพฯ ไปบราซิล และผ่านสิงคโปร์ ดูไบ เมื่อถึงบราซิลได้กลืนยาลงท้อง แล้วเดินทางกลับโดยแวะผ่านดูไบ ก่อนเดินทางมายังกรุงกัวลาลัมเปอร์ แล้วเข้าพักโรงแรมเพื่อรอสายมารับยา แต่ถูกตรวจจับเสียก่อน
          จึงขอเตือนคนไทยขอให้คำนึงถึงผลร้ายของการลักลอบขนยาเสพติด การถูกชักชวนเข้าสู่กระบวรการค้ายาเสพติดในฐานะผู้ลักลอบขนยาเสพติดจากแหล่งผลิตในประเทศที่สามไปยังแหล่งจำหน่ายในประเทศจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ว่าหลายประเทศจะมีบทลงโทษที่รุนแรงสูงสุด คือประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต


(15 ตุลาคม 2552)




คนไทยถูกล่อลวงมาทำงานในกระบวนการต้มตุ๋นฉ้อโกงทรัพย์

          กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ว่า ได้รับการประสานจากหญิงไทย 3 คน ประสงค์ขอรับความช่วยเหลือเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยบุคคลทั้ง 3 ได้เดินทางมาจากประเทศไทย โดยการชักชวนจากคุณแอน (นามสมมุติ) ซึ่งได้รู้จักที่โรงเรียนสอบภาษาอังกฤษสำหรับผู้ประสงค์จะไปทำงานในต่างประเทศ โดยจะให้มาทำงานขายแก้วในลักษณะนำเข้า-ส่งออกกับประเทศไทยและลาว แต่เมื่อเข้าทำงานกับนายจ้างลูกครึ่งเกาหลี – จีน พบว่างานที่จะได้ทำเป็นงานเกี่ยวกับการตุ้มตุ๋นคนไทยโดยการสุ่มส่งข้อความและการติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ อาศัยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรบริการด้านสาธารณูปโภค หรือ ธนาคารพาณิชย์ ตามทวงค่าบริการหรือหนี้สินที่ค้างชำระ โดยมีการข่มขู่และบีบบังคับให้นำเงินเข้าเลขบัญชีธนาคารตามที่กำหนดไว้ ซึ่งหญิงไทยทั้ง 3 คน ได้พิจารณาว่าลักษณะงานดังกล่าวผิดกฎหมายและศีลธรรม จึงได้ทำการหลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากสถานกงสุลใหญ่ฯ ทางสถานกงสุลใหญ่ฯ ได้ให้ความช่วยเหลือส่งตัวหญิงไทยทั้ง 3 คน กลับประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว


(15 ตุลาคม 2552)




การให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยในบัลแกเรีย

          กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ ว่าได้ให้ความช่วยเหลือแรงงานไทย จำนวน 7 คน ที่ประสบปัญหานายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง โดยแรงงานไทยดังกล่าวได้เดินทางไปทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่งในเมือง Radomir ประเทศบัลแกเรีย ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2552 โดยผ่านบริษัทจัดหางานไทย ต่อมา ในเดือนกรกฎาคม 2552 สถานเอกอัครราชทูต ฯ ได้รับการร้องเรียนจากแรงงานดังกล่าวว่าไม่ได้รับค่าจ้างตามที่ระบุในสัญญาฯ ซึ่งจากการสอบถามไปยังบริษัทฯ ได้รับแจ้งว่าแรงงานไทยไม่สามารถทำงานได้ตามมาตรฐานที่ทางบริษัทฯ กำหนด สถานเอกอัครราชทูตฯ จึงได้ประสานกับบริษัทจัดหางานไทยเพื่อดำเนินการนำแรงงานไทยดังกล่าวกลัปประเทศไทยต่อไป
          กระทรวงการต่างประเทศ จึงขอประชาสัมพันธ์ เตือนให้แรงงานไทยที่ประสงค์จะไปทำงานในต่างประเทศให้ขอรับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนเกี่ยวกับลักษณะงาน รายได้ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่พึงได้จากบริษัทจัดหางาน และตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ ตามสัญญาจ้าง ทุกครั้งก่อนตัดสินใจไปทำงานในต่างประเทศ


(15 ตุลาคม 2552)




เยี่ยมลูกเรือประมงไทยในอ่าวเปอร์เซีย

   

          เมื่อวันที่ 29 กันยายน นายชัยรัตน์ ศิริวัฒน์ อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน พร้อมด้วยนายวันชัย วราวิทย์ อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายพาณิชย์ และนายอำนาจ พละพลีวัลย์ เลขานุการเอก ได้ไปเยี่ยมลูกเรือประมงพรานทะเล 3 ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือ 7 ลำของบริษัทพรานทะเลของไทยที่ร่วมมือกับบริษัท Qeshm Fish Process (QFPC) ของอิหร่านซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ Qeshm ทางตอนใต้ของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย สอบถามทุกข์สุขและหารือด้านการกงสุลว่าลูกเรือมีความประสงค์ให้ทางราชการช่วยเหลือด้านใดและรับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อประสานกับผู้เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือต่อไป
          คณะสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ย้ำกับลูกเรือประมงไทยว่าทางราชการไทยมีความห่วงใยในสวัสดิภาพของลูกเรือประมงเหล่านี้ และยินดีที่เห็นว่าบริษัท QFPC และบริษัทพรานทะเลให้การดูแลได้ดีพอควร จึงขอให้ลูกเรือประมงไทยทำงานอย่างดีและรักษาชื่อเสียงของประเทศไทยและขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบของอิหร่านอย่างเคร่งครัดด้วย


(14 ตุลาคม 2552)




ด่านตรวจคนเข้าเมืองปอยเปตประเทศกัมพูชาจะยึดหนังสือเดินทาง/หนังสือผ่านแดนคนไทย
ที่เดินทางเข้าไปเล่นการพนันในบ่อนกาสิโนฝั่งปอยเปต

          กระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งจากจังหวัดสระแก้วว่า ด่านตรวจคนเข้าเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชาจะยึดหนังสือเดินทางคนไทยที่เดินทางเข้ากัมพูชาแล้วออกใบแทนให้ โดยจะยึดหนังสือเดินทาง (Passport) และหนังสือผ่านแดน (Border Pass) เฉพาะคนไทยที่เข้าไปเล่นการพนันในบ่อนกาสิโนในฝั่งปอยเปตเท่านั้น เมื่อเดินทางกลับให้นำใบแทนมาแลกหนังสือเดินทางคืนได้โดยจะไม่เก็บเงินค่ารักษาหนังสือเดินทาง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไป ระหว่างเปิดด่านเวลา 07.00 – 16.00 น. (เป็นเวลาราชการ) แต่หากเกินเวลา 16.00 น. จะต้องเสียเงินคนละ 50 บาท สำหรับวันเสาร์ – อาทิตย์ จะต้องเสียค่านอกเวลาราชการครั้งละ 50 บาท ตั้งแต่เวลา 07.00 – 20.00 น. หากเป็นนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปเที่ยว จ.เสียมราฐและกรุงพนมเปญโดยมี วีซ่าเข้าประเทศและมีไกด์นำมาเป็นคณะ ทางด่านฯ จะไม่ยึดหนังสือเดินทาง ทั้งนี้ รวมทั้งพนักงานของบ่อนกาสิโน หากมีบัตรพนักงานแสดงก็จะไม่ยึดหนังสือเดินทาง
          จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนคนไทยที่จะเดินทางไปกัมพูชาให้ทราบถึงมาตรการดังกล่าวด้วย


(14 ตุลาคม 2552)



ประกาศกองสัญชาติและนิติกรณ์

          กองสัญชาติและนิติกรณ์จะระงับบริการด่วน (ขอรับรองเอกสารได้ภายในวันเดียวที่ยื่น)  สำหรับเอกสารที่ต้องมีการรับรองคำแปล ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เป็นการชั่วคราว สำหรับการรับรองเอกสารประเภทอื่น  ยังคงให้บริการด่วนตามเดิม

ANNOUNCEMENT
           Express service (collection of documents within the same day of submission) for legalization of translated documents will be temporarily suspended from 1 October 2009 until further notice.
                                                            (16 กันยายน 2552 )


สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว บางนา เปิดบริการสำรองคิวล่วงหน้าเพื่อขอหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์



          สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว บางนา เปิดบริการสำรองคิวล่วงหน้าเพื่อขอหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มสำรองคิวได้ตั้งแต่ 19 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไป
        ผู้สนใจสามารถสำรองคิวได้ที่เว็บไซต์ www.consular.go.th โดยเข้าไปที่ "สำรองคิวทำหนังสือเดินทาง" หรือทางโทรศัพท์ที่หมายเลข 02-982-8786
(14 ตุลาคม 2552)



กรณีแรงงานไทยตกค้างในลิเบีย

          ตามที่ได้ปรากฏรายงานข่าวเมื่อ 8 ตุลาคม 2552 เกี่ยวกับแรงงานไทยในลิเบีย 151 คน ซึ่งหมดสัญญาว่าจ้างแล้ว แต่ยังคงตกค้างอยู่ในประเทศลิเบียและถูกนายจ้างบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งเครือข่ายช่วยเหลือแรงงานไทยในต่างแดน จ.ขอนแก่น ได้ออกมาเรียกร้องให้ทางการไทยเร่งให้ความช่วยเหลือนำคนงานไทยกลับประเทศ รวมทั้ง ตรวจสอบบริษัทจัดส่งคนงาน ซึ่งหากมีความผิดขอให้ดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมาย นั้น
          นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีรักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรักษาการโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศในการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยที่ประสบปัญหาดังกล่าว ดังนี้
          1. ตั้งแต่เดือน พ.ค. 52 เป็นต้นมา กระทรวงฯ ได้ประสานไปยังสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงตริโปลีเพื่อดำเนินการ ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ติดต่อพูดคุยกับแรงงานไทยเพื่อรับทราบปัญหาและเจรจาเจรจากับบริษัทนายจ้างเพื่อให้รีบส่งแรงงานทั้งหมดกลับ แต่บริษัทนายจ้างไม่ให้ความร่วมมือ โดยกล่าวว่ามีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้ไม่สามารถส่งแรงงานไทยทั้งหมดกลับในครั้งเดียวได้ ต้องทะยอยส่งกลับ ทั้งนี้ จนถึงสิ้นเดือน ก.ค. 52 บริษัทนายจ้าง ได้ส่งแรงงานไทยกลับเพียง 20 คน
          2. เมื่อเดือน มิ.ย. 52 กระทรวงการต่างประเทศได้จัดสรรงบประมาณให้สถานเอกอัครราชทูตฯ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความเพื่อติดตามเรียกร้องสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทย และสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้เจรจากับบริษัทนายจ้างเพื่อขอรับหนังสือเดินทางคืนให้กับแรงงานไทยทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการขอ Exit Visa สำหรับเดินทางออกจากประเทศลิเบีย
          3. จากการประสานงานกับกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวงแรงงานฯ ได้เห็นชอบในหลักการแล้วที่จะจัดสรรเงินจาก “กองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ” เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการประสานงานและจัดส่งเจ้าหน้าที่ทั้งจากกระทรวงแรงงานฯ ในประเทศไทยและจากสำนักงานในซาอุดีอาระเบีย ไปให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งจัดซื้อตั๋วเครื่องบิน เพื่อนำแรงงานกลับประเทศไทย
          4. พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ ได้ประสานไปยังบริษัทจัดหางานซึ่งเป็นผู้จัดส่งแรงงานไทยดังกล่าวไปลิเบีย ให้ร่วมแก้ไขปัญหาและร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วย

(12 ตุลาคม 2552)
 


พายุ Ketsana  พัดผ่านภาคกลางของเวียดนาม

           ตามที่พายุ Ketsana พัดผ่านภาคกลางของเวียดนาม เมื่อวีนที่ 29 กันยายน 2552 นั้น ทางการเวียดนามได้รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 38 ราย บาดเจ็บ 81 ราย และสูญหาย 10 ราย จากการจมน้ำและดินถล่ม ทั้งนี้ ไม่ปรากฎรายงานว่ามีคนไทยเสียชีวิตหรือบาดเจ็บแต่อย่างใด
(1 ตุลาคม 2552) 


ฟิลิปปินส์ได้รับความเสียหายจากพายุไต้ฝุ่นกฤษณา
 

            ตามที่พายุไต้ฝุ่นกฤษณา (Ketsana) ได้พัดเข้าสู่ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 26 กันยายน 2552 ซึ่งมีผลทำให้กรุงมะนิลาและ 25 จังหวัดของเกาะลูซอน บริเวณภาคกลางของฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต สูญหาย และทรัพย์สินเสียหายจำนวนมาก และมีประชาชนกว่า 400,000 คน ได้รับผลกระทบและไร้ที่พักอาศัย ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมะนิลา รายงานว่า พายุไต้ฝุ่นครั้งนี้ทำให้เกิดอุทกภัยที่รุนแรงที่สุดในฟิลิปปินส์ในรอบกว่า 40 ปี

            สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมะนิลา ได้รายงานว่า จากการประสานกับทางการฟิลิปปินส์และกับคนไทยที่พำนักอยู่ในฟิลิปปินส์ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 450 คน (โดยในจำนวนนี้เป็นนักศึกษาประมาณ 100 คน ที่เหลือเป็นพนักงานบริษัทของไทย และข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตและครอบครัว) ทุกคนปลอดภัยและไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้และสายการบินไทย สามารถทำการบินได้ตามปกติ

            นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีสารถึงประธานาธิบดี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์แสดงความเสียใจต่อเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในครั้งนี้แล้ว

                                                                ( 30 กันยายน 2552)

การจัดโครงการดูแลสุขภาพจิตและสร้างเครือข่ายชุมชน
ที่สาธารณรัฐเกาหลี

       เมื่อวันที่ 4 – 7 กันยายน 2552 คณะจากกรมการกงสุลนำโดยนายจักรบุญ-หลง อธิบดีกรมการกงสุล ร่วมกับกรมสุขภาพจิต นำโดย นายเแพทย์ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้เดินทางมาสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อดำเนินโครงการดูแลสุขภาพจิและสร้างเครือข่ายชุมชนที่สาธารณรัฐเกาหลี โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะพัฒนาทักษะของอาสาสมัครชาวไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือชาวไทยในองค์กร NGOs ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่ผู้ประสบความเดือนร้อน นอกจากนี้คณะ ฯ ยังเน้นการให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพจิตของตนเองเพื่ออาสาสมัครเหล่านี้จะได้ทำงานอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพ
        
ตลอดระยะเวลา 2 วัน ของการดำเนินโครงการ นอกจากการฝึกอบรมแก่อาสาสมัครต่าง ๆ จำนวนประมาณ 60 คน แล้ว คณะ ฯ ยังให้ความรู้และฝึกอบรมแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต ฯ และฝ่ายแรงงานอีกด้วย รวมทั้งการอบรมให้ความรู้เรื่องการจัดการกับความเครียด และข้อคิดในการใช้ชีวิตในต่างประเทศแก่ชุมชนชาวไทยและแรงงานไทยกว่า 150 คน อีกด้วย

                                                                                   ( 30 กันยายน 2552)

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์  ย้ายที่ทำการ

        สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์  ได้แจ้งย้ายที่ทำการไปยังที่ทำการแห่งใหม่ตั้งอยู่เลขที่ 876, Chaussee de Waterloo, 1000 Brussels ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2552 เป็นต้นไปโดยยังคงใช้หมายเลขโทรศัพท์และโทรสารเดิม
(30 กันยายน 2552)

 



กรมการกงสุลจัดบริการทำหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช
          ด้วยกรมการกงสุลมีกำหนดจัดส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกให้บริการรับคำร้องขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป (ไม่รวมหนังสือเดินทางพระภิกษุและหนังสือเดินทางราชการ) จังหวัดนครศรีธรรมราช ณ ที่ว่าการอำเภอทุ่งสง ระหว่างวันที่ 22 - 25 กันยายน 2552
          ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก แก่ประชาชนในจังหวัดข้างต้นและจังหวัดใกล้เคียงให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำหนังสือเดินทางยังสำนักงานหนังสือเดินทางต่างๆ
เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทาง

     บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ยังไม่หมดอายุและไม่ถูกยกเลิกการใช้งาน

กรณีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์)

 1.  บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) / กรณีอายุยังไม่ถึง 15 ปี ให้ใช้สูติบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ฉบับจริง)

 2.  ทะเบียนบ้านหรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำร้องถูกต้อง (ไม่อยู่ระหว่างการย้ายหรืออยู่ในทะเบียนบ้านกลางหรือขัดข้องด้วยเหตุอื่น)

 3.  บัตรประจำตัวประชาชนของบิดาและมารดา (ฉบับจริง)

 4.  บิดาและมารดาต้องมาลงนามให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ทั้งสองคน

  4.1 กรณีบิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสและผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะของ มารดาแต่ผู้เดียว ให้มารดาเป็นผู้ลงนามพร้อมแสดงหนังสือรับรองการปกครองบุตรที่ออกโดยอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น (ฉบับจริง)

  4.2 กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนหย่า ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ผู้เดียวที่ระบในบันทึกการหย่าเป็นผู้ลงนาม ให้ความยินยอมพร้อมกับบันทึกการหย่า (ฉบับจริง)

  4.3 กรณีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอมได้ ให้ผู้นั้นทำหนังสือยินยอมจากอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น(ฉบับจริง)และนำ มาแสดง

  5.  ใบเปลี่ยนชื่อหรือสกุลของผู้เยาว์ บิดาและมารดาตัวจริง (หากมี)
                                                                (16 กันยายน 2552)


เปิดให้บริการแล้ว


     ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ภูเก็ต จะเปิดให้บริการแก่ประชาชนที่ต้องการขอหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป และหนังสือเดินทางราชการ โดยผู้ขอหนังสือเดินทาสามารถไปติดต่อขอรับบริการได้ที่สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ภูเก็ต ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณศาลากลางจังหวัด (หลังใหม่) ถนนนริศร อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต 83000  โดยขอให้นำเอกสารหลักฐานในการขอรับริการไปแสดง ดังนี้

การขอหนังสือเดินทางบุคคลทั่วไป

- ผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว นำบัตรประชาชน ฉบับจริง ที่ยังไม่หมดอายุไปแสดงเพียงอย่างเดียว

- ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่อายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว ให้นำบัตรประชาชนฉบับจริงไปแสดง พร้อมกับ ให้บิดา และมารดา ไปลงนามให้ความยินยอมด้วย โดยบิดา และมารดาต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนไปแสดง หรือหากบิดาและมารดาไม่สามารถไปได้ก็ให้นำหนังสือยินยอมของบิดาและมารดา ที่ทำจากที่ว่าการอำเภอไปแสดงแทนก็ได้

- ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ที่อายุต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ ให้นำสูติบัตรฉบับจริงไปแสดง และ ให้บิดา และมารดาไปลงนามให้ความยินยอม หากบิดาและมารดาไม่สามารถเดินทางไปด้วยได้ ให้ทำหนังสือยินยอม และหนังสือมอบอำนาจจากที่ว่าการอำเภอมอบให้ผู้ได้รับมอบอำนาจถือไปแสดงแทน ทั้งนี้  ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจในการลงนามให้ความยินยอมแทนต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนไปแสดงด้วย
    

การขอหนังสือเดินทางราชการ

- ผู้ขอต้องนำบัตรประจำตัวข้าราชการฉบับจริงไปแสดง พร้อมกับสำเนาทะเบียนบ้าน

- ผู้ขอต้องมีบันทึกจากส่วนราชการต้นสังกัดที่อนุมัติให้เดินทางไปราชการต่างประเทศได้

- ผู้ขอต้องนำหนังสือจากหัวหน้าส่วนราชการต้นสังกัดที่มีถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอให้ออกหนังสือเดินทางราชการแก่ผู้ขอมาแสดง ค่าธรรมเนียม

- หนังสือเดินทางบุคคลทั่วไป และหนังสือเดินทางราชการ มีค่าธรรมเนียมเล่มละ 1,000
บาท และค่าธรรมเนียมการส่งไปรษณีย์อีก 35 บาท

ระยะเวลาการได้รับเล่ม

- ผู้ขอจะได้รับเล่มภายใน 1 สัปดาห์นับจากวันขอทางไปรษณีย์ ตามที่อยู่ที่ได้แจ้งไว้การติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม

- สามารถสอบถามไปยังสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ภูเก็ต ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่หมายเลขโทรศัพท์
076-222083 , 076 - 222080 , 076- 222081

(14 กันยายน 2552)



เตือนหญิงไทยค้ายาโทษประหาร

     กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เตือนหญิงไทยถูกชักนำเข้าสู่กระบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ผู้ถูกจับกุมอาจต้องโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

     ปัจจุบันคนไทยถูกชักนำเข้าสู่กระบวนการค้ายาเสพติดในฐานะผู้ลักลอบขนยาเสพติดจากแหล่งผลิตในประเทศที่สาม (อินเดีย และปากีสถาน) ไปยังแหล่งจำหน่ายในประเทศจีน ผู้จ้างวานส่วนใหญ่จะเป็นชาวแอฟริกันตะวันตกที่เข้ามาในประเทศไทย กลุ่มคนเหล่านี้จะเริ่มต้นด้วยการใช้ "นกต่อ" ที่เป็นผู้หญิงไทยซึ่งอาจเป็นภรรยาของตนติดต่อกับ "เหยื่อ" หญิงไทยที่พร้อมจะเสี่ยงเป็นผู้ขนลำเลียงยาเสพติด นกต่อจะให้เหยื่อเดินทางไปยังแหล่งยาเสพติด โดยออกค่าเดินทางพร้อมเงินติดตัวไม่รวมค่าจ้าง เมื่อได้รับของจะเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่จะนำส่งยาเสพติด คือประเทศจีน ปัจจุบันมีตัวเลขนักโทษไทยที่ถูกจับกุมในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดเข้าประเทศจีนอยู่ถึง 60 ราย


      ที่น่าเป็นห่วงคือ กว่าครึ่งของนักโทษที่ถูกจับกุมรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าโทษที่ได้รับหนักเพียงไร กลุ่มคนเหล่านี้มีอายุในวัยทำงานเฉลี่ย 20-30 ปี ซึ่งผู้ถูกจับกุมถูกนายหน้า คนกลาง ชักจูงว่าหากถูกจับได้รับโทษจำคุกเพียง 5-10 ปี เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงโทษที่จะได้รับนั้นเป็นโทษสูงสุดคือประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต นอกจากนั้นยังมีหญิงไทยจำนวนหนึ่งต้องโทษในอเมริกาใต้ จำนวน 17 คน ในข้อหาลักลอบขนยาเสพติด


      กองคุ้มครองฯ กรมการกงสุล จึงขอเตือนหญิงไทยขอให้คำนึงถึงผลร้ายของการค้ายาเสพติดที่ทำลายสังคมและเยาวชน และตระหนักว่าไม่มีทางรอดต้อโทษสูงสุดประหารชีวิต ครอบครัวเดือดร้อนยิ่งกว่าเดิม หรือหากผู้ใดพบเบาะแสที่จะช่วยป้องกันปัญหานี้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองคุ้มครองฯ กรมการกงสุล โทร. 02-575-1046-51

(3 กันยายน 2552)



ระวัง ตกเป็นเหยื่อหลอกลวงไปค้าประเวณี

     กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ว่าหญิงไทย 2 รายร้องขอความช่วยเหลือให้ส่งตัวกลับประเทศไทย จากการสอบสวนหญิงไทยทั้งสอง ทำงานเป็นหมอนวดแผนโบราณที่จตุจักร เมื่อประมาณเดือน มิถุนายน 2552 ได้รับการชักชวนจากหญิงไทย (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง ) ซึ่งเป็นลูกค้าที่มารับบริการนวดแผนโบราณ ชักชวนให้ไปทำงานนวดแผนโบราณที่อินโดนิเซีย โดยมีชายชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง ) เป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายต่างๆให้ก่อนโดยได้เสนอให้หญิงไทยทั้งสองจ่ายเงินคืนให้เมื่อเสร็จสิ้นการทำงาน และเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว หญิงไทยทั้งสองจึงตัดสินใจเดินทางไปทำงานนวดแผนโบราณที่ประเทศอินโดนิเซียตามคำชักชวน เมื่อเดินทางไปถึงกรุงจาการ์ตาได้มีชายชาวจีนไปรับที่สนามบิน และถูกนำตัวไปพักที่บ้านย่านชานเมืองซึ่งชายผู้นั้นแจ้งว่าเป็นบ้านพักของพนักงาน และถูกยึดหนังสือเดินทางโดยอ้างว่าเป็นกฎของบริษัทเพื่อป้องกันมิให้พนักงานหนีกลับประเทศไทยก่อนกำหนด วันต่อมาได้มีรถยนต์ไปรับหญิงไทยทั้งสอง และนำไปที่โรงแรม Mariobolo Hotel & Spa ซึ่งเป็นโรงแรมย่านนักเที่ยวกลางคืน และบังคับให้หญิงไทยทั้งสองทำงานค้าบริการทางเพศไม่ใช่นวดอย่างที่ตกลงกันไว้ และให้ทำงาน เป็นกะ 12 ชม. 13.00 - 01.00 น.หรือ14.00 - 02.00 น. หญิงไทยทั้งสองร้องขอที่จะกลับประเทศไทย และได้รับการปฎิเสธและให้หญิงไทยทั้งสองรับแขกจนครบ 30 คนก่อนเพื่อใช้หนี้ให้หมดก่อนจึงจะปล่อยตัวให้กลับประเทศไทย หญิงไทยทั้งสองจึงได้ทำงานให้บริการทางเพศระยะหนึ่งแต่เมื่อครบกำหนดกลับหญิงไทยทั้งสองก็ไม่ได้กลับประเทศไทย โดยถูกอ้างว่ายังใช้หนี้ไม่หมด ดังนั้นหญิงไทยทั้งสองจึงหลบหนีออกมาจากที่พัก และมาขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูต เพื่อขอความช่วยเหลือในการส่งตัวกลับประเทศไทย

     กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจึงขอประชาสัมพันธ์เตือนคนไทยเกี่ยวกับการหลอกลวงในลักษณะนี้ อย่าได้หลงเชื่อเมื่อถูกชักชวนให้ไปทำงานนวดในต่างประเทศ จึงขอเตือนหญิงไทย ให้ทราบว่าการทำงานในต่างประเทศต้องมี

1. สัญญาจ้างงานที่นายจ้างนำให้สถานทูตไทยในต่างประเทศรับรอง

2. ต้องได้รับอนุญาตจากกรมการจัดหางาน

3. ต้องมีวีซ่าสำหรับทำงานเท่านั้น หากผู้ชักชวนไม่มี 3 สิ่งนี้ แสดงว่ามีเจตนาล่อลวง อย่าได้หลงเชื่อไปทำงานโดยผิดกฏหมายเป็นอันขาด

(3 กันยายน 2552)



คิดให้ดีก่อนตัดสินใจสมรสกับชาวต่างชาติ

     กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศหลายแห่ง ว่าหญิงไทย ที่สมรสกับชาวต่างชาตินั้นมักจะเกิดปัญหาในหลายๆเรื่องตามมา โดยได้ขอให้ทางกระทรวงการต่างประเทศ ช่วยเหลือในปัญหาต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น การสมรสอำพรางกับชาวต่างชาติเพื่ออำพรางไปทำงานยังต่างประเทศ แต่สุดท้ายก็ถูกจับได้ และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย หรือแม้แต่ การสมรสด้วยความรัก เมื่อฝ่ายหญิงย้ายไปอยู่กินกับสามีในต่างประเทศ ต้องมีการปรับตัวอย่างมากทั้งภาษา วัฒนธรรมรวมถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้เข้ากับการดำเนินชีวิตประจำวัน บางครั้งก็เกิดความเครียด ทำให้เกิดปัญหากับสามีต่างชาติจนมีปากเสียงจนถึงขั้นทำร้ายร่างกาย และอาจลงท้ายด้วยการหย่าร้างในที่สุด หรือเมื่อกำเนิดบุตรสามีต่างชาติบางรายต้องการแค่ลูกแต่ไม่ต้องการภรรยา บ่อยครั้งมีการหย่าร้างโดยหญิงไทยไม่สามารถเรียกร้องใดๆจากสามีชาวต่างชาติได้ บางรายชาวต่างชาติไม่ยินยอมให้ลูกอยู่กับแม่โดยการลักลอบพาลูกหนีไปจากบ้าน และไปอยู่ที่อื่น โดยหญิงไทยที่เป็นแม่ไม่สามารถตามหาพบ จึงเข้าขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้ติดตามหาบุตรของตน หญิงไทยบางรายที่แต่งงานกับชาวต่างชาติอยู่กินจดทะเบียนเป็นสามี ภรรยา เมื่อหญิงไทยเกิดตั้งท้องและได้กำเนิดบุตร แต่สามีชาวต่างชาติไม่ยอมรับว่าเป็นพ่อเด็ก เพราะหญิงไทยกับชาวต่างชาติที่แต่งงานกันเกิดปัญหาระหองระแหงและไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ดังนั้นสามีชาวต่างชาติจึงไม่เชื่อว่าเด็กที่เกิดมานั้นเป็นลูกตัวเองจริงหรือไม่จึงเกิดปัญหาหย่าร้างและฟ้องร้อง กันเกิดขึ้น

     กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ จึงขอประชาสัมพันธ์เตือนหญิงไทยที่คิดจะสมรสอำพรางกับชาวต่างชาติเพื่อไปทำงานนั้น เมื่อถูกจับได้จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และจำคุก หรือ หญิงไทยที่คิดจะสมรสกับชาวต่างชาติ ควรศึกษารายละเอียดต่าง ๆ รวมทั้งเรียนรู้ซึ่งกันและกันให้มากก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงานหรือย้ายไปอยู่กับสามีชาวต่างชาติ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา ควรคิดให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจสมรสกับชาวต่างชาติ


(3 สิงหาคม 2552)



การประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกประจำปี 2552 วันสุดท้าย


     การประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกในวันสุดท้าย (28 สิงหาคม 2552) ภาคเช้าเริ่มต้นด้วยการบรรยายของศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร โดย นายนโรตม์ ศังขมณี ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และนายรังสรรค์ ร่วมวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักบริหารการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปเกี่ยวกับกระบวนการเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงการต่างประเทศ กรมการปกครอง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในส่วนของการลงทะเบียน การกำหนดสถานที่เลือกตั้ง และการกำหนดระยะเวลาในการเลือกตั้ง เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนไทยในต่างแดนสามารถใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งได้เช่นเดียวกับคนไทยในประเทศไทยทุกประการ
    
     ต่อจากนั้น เป็นการบรรยายเรื่อง การลักลอบค้ายาเสพติดของชาวแอฟริกันตะวันตก โดยพล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ซึ่งได้สรุปภาพรวมของกระบวนการค้ายาเสพติดทั่วโลก ต่อเนื่องด้วยการสรุปรายละเอียดของวงจรยาเสพติดโดย พ.ต.อ.อิทธิพล กิจสุวรรณ รองผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1 นำเสนอสถิติที่เกี่ยวข้องของชนชาติแอฟริกา พร้อมกับการยกตัวอย่างคดีสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นโดยมีภาพและวิดีทัศน์ประกอบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่กงสุลรู้เท่าทันกระบวนการค้ายาเสพติด และเสริมสร้างความสามารถในการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการตรวจลงตรา และการใช้เอกสารเดินทางต่างๆ
 
     จากนั้นเป็นการบรรยายในหัวข้อการดูแลสุขภาพจิตในการทำงานกงสุลและการรับมือผู้มาติดต่อที่มีพฤติกรรมต่างๆ โดย คุณสุภาวดี นวลมณี นักวิชาการสาธารณสุข 9 ซึ่งได้เสนอแนะแนวทาง ประสบการณ์ และข้อคิดเห็นในเชิงจิตวิทยาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถดูแลและจัดการกับผู้มาติดต่อขอรับบริการที่บ่อยครั้งอาจจะมีความเครียดหรือพฤติกรรมไม่ปกติได้เป็นอย่างดี และสามารถนำหลักการไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข

     ในช่วงบ่าย ที่ประชุมได้มีโอกาสต้อนรับสื่อมวลชนอาวุโส 2 ท่าน คือ นายดำรง พุฒตาล อดีตสมาชิกวุฒิสภา และผู้ก่อตั้งนิตยสารคู่สร้างคู่สม และนายดำฤทธิ์ วิริยะกุล หัวหน้าข่าวภูมิภาค หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยคุณดำรงได้บรรยายในหัวข้อ งานกงสุลในสายตาสื่อมวลชน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับการทำงานด้านกงสุล และยังได้ย้ำถึงบทบาทของสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลของไทยในการช่วยประสานงานการถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีในประเทศต่างๆ  ซึ่งมีส่วนสำคัญมากในการเผยแพร่ข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ ชีวิตความเป็นอยู่ของนักการทูตในต่างแดน และยังเป็นประโยชน์ต่อการชี้แจงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเทศไทยให้แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติในประเทศนั้นๆ อีกด้วย  คุณดำฤทธิ์ ได้บรรยายในหัวข้อ งานกงสุลกับการประชาสัมพันธ์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการประชาสัมพันธ์มีผลต่อการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานกงสุลที่เกี่ยวข้องกับประชาชน และยังได้กล่าวย้ำถึงบทบาทของสื่อมวลชนในการเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการรับเรื่องราวร้องเรียนต่างๆ ของคนไทยในต่างประเทศ การเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่การจัดกิจกรรมต่างๆ ของทั้งชุมชนคนไทยและของสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ และการเป็นเครื่องมือช่วยเสริมสร้างความร่วมมือและความสามัคคีของคนไทยในต่างแดนด้วย

     ปิดท้ายสำหรับการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกประจำปี 2552 นี้ เป็นการบรรยายหัวข้อการควบคุมดูแลจัดส่งรายได้งานการกงสุล โดยนางวัชรา มณีปกรณ์ หัวหน้ากลุ่มงานตรวจสอบภายในระดับกระทรวงฯ  ได้สรุปสภาพปัญหาและแนะนำขั้นตอนรายละเอียดที่ถูกต้องการจัดส่งรายได้แผ่นดินในส่วนของงานการกงสุล เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้โดยไม่มีข้อบกพร่อง ไม่ขัดต่อระเบียบที่เกี่ยวข้อง และป้องกันการทุจริต เนื่องจากบ่อยครั้งที่การทุจริตเกิดขึ้นโดยคาดไม่ถึงหรือเกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจที่มากเกินไป จึงขอเน้นย้ำให้หัวหน้าฝ่ายกงสุล/เจ้าหน้าที่กงสุลควบคุมกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดด้วย  
 
     การประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกในครั้งนี้ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี มีวิทยากรจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและเจ้าหน้าที่กงสุลให้ความสนใจเข้าร่วมการประชุมเป็นจำนวนมาก และกรมการกงสุลจะจัดการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลอีกในปี 2553

(28 สิงหาคม 2552)



การประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกประจำปี 2552 วันที่สอง

     ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมการกงสุล ได้จัดการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลก ระหว่างวันที่ 26 - 28 สิงหาคม 2552 ณ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ ปาร์ค กรุงเทพฯ นั้น การประชุมฯ ในวันที่ 27 สิงหาคม เริ่มต้นขึ้นในภาคเช้าด้วยการบรรยายในหัวข้อเรื่อง "แนวทางการใช้ดุลยพินิจในการตรวจลงตรา (Visa) และการถาม-ตอบปัญหาในส่วนของงานตรวจลงตรา" โดยวิทยากรได้แก่ นายคมกริช วรคามิน ผู้อำนวยการกองตรวจลงตราและกิจการคนต่างด้าวและคณะ ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการตรวจลงตราอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจลงตราให้แก่บุคคลสัญชาติเสี่ยง การตรวจลงตราโดยยกเว้นค่าธรรมเนียม การตรวจลงตราโดยใช้ดุลยพินิจเหตุผลด้านมนุษยธรรม รวมทั้งการออกเอกสารเดินทางแก่คนต่างด้าวในกรณีต่างๆ อาทิ บุคคลต่างด้าวเดินทางมาทำกิจธุระจำเป็นและเอกสารการเดินทางหมดอายุแต่ไม่มีสถานทูตสถานกงสุลของตนในประเทศไทยหรือใกล้เคียงที่จะออกหนังสือเดินทางใหม่ให้ เป็นต้น


     นอกจากนี้ ยังมีการสรุปผลความคืบหน้าของการทดลองใช้ระบบ e-consular service ซึ่งได้เริ่มใช้ในสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่นำร่องจำนวน 10 แห่ง โดยได้ดำเนินการมาเป็นเวลา 4 เดือน โดยจะครบกำหนดในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ หลังจากนั้น จะเปิดใช้ในเวอร์ชั่นแรกในสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ทั่วโลกในต้นปี 2553 อันจะช่วยให้การดำเนินงานด้านกงสุลมีความก้าวหน้า ทันสมัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


     ในภาคบ่าย เป็นการถามตอบปัญหาในการรับคำร้องขอหนังสือเดินทางในต่างประเทศ โดยวิทยากรได้แก่ นายทรงพล สุขจันทร์ ผู้อำนวยการกองหนังสือเดินทางและคณะ ซึ่งที่ประชุมได้สอบถามและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อช่วยให้การรับคำร้องขอหนังสือเดินทางในต่างประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยไล่ตั้งแต่กระบวนการเขียนคำร้อง รายละเอียดด้านทะเบียนราษฎร์ จนถึงปัญหาด้านเทคนิคต่างในการใช้อุปกรณ์ต่างๆ หลังจากนั้น ได้มีการบรรยายในเรื่อง ระบบการรับคำร้องระบบใหม่ โดยมีผู้แทนบริษัทจันวาณิชย์เข้าร่วมด้วย ผู้แทนบริษัทฯ แจ้งว่า อยู่ในช่วงการทดลองปรับปรุงระบบการรับคำร้องเวอร์ชั่น 3 (ปัจจุบันใช้ระบบเวอร์ชั่น 2) ซึ่งคาดว่าจะจัดส่งให้สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ได้เร็วๆ นี้ ระบบการรับคำร้องแบบใหม่จะเพิ่มข้อมูลทะเบียนราษฎร์/บัตรประชาชนล่าสุดของผู้ร้องขอหนังสือเดินทางฉบับใหม่ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถใช้เปรียบเทียบเพื่อพิจารณาคำร้อง และสามารถตัดสินใจรับคำร้องดังกล่าวได้รวดเร็วขึ้น

อนึ่ง การประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม นี้ การบรรยายจะเป็นหัวข้อ เรื่อง การประสานงานการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร การลักลอบค้ายาเสพติดของชาวแอฟริกันตะวันตก (โดย พล.ต.ต.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1) การดูแลสุขภาพจิตในการทำงานกงสุลและการรับมือผู้มาติดต่อที่มีพฤติกรรมต่างๆ งานกงสุลในสายตาสื่อมวลชน (โดยคุณดำรง พุฒตาล ผู้ก่อตั้งนิตยสารคู่สร้างคู่สม) งานกงสุลกับการประชาสัมพันธ์(โดยคุณดำฤทธิ์ วิริยะกุล หัวหน้าข่าวภูมิภาค หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ) และ การควบคุมดูแลจัดส่งรายได้งานการกงสุล

(28 สิงหาคม 2552)



รัฐมนตรีว่าการฯ เป็นประธานเปิดการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลไทยทั่วโลก ประจำปี 2552


     เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2552 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลไทยทั่วโลก ประจำปี 2552 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-29 สิงหาคม 2552 ณ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ ปาร์ค การประชุมฯ ครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก และสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว เข้าร่วมประชุมฯ รวม 93 คน สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

     รัฐมนตรีว่าการฯ กล่าวว่า งานด้านกงสุลเป็นงานบริการประชาชน เปรียบเสมือนประตูด่านแรกของประเทศ ซึ่งคอยอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือประชาชนทั้งชาวไทยและต่างชาติ รัฐมนตรีว่าการฯ กล่าวว่า กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับงานด้านนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อประชาชน นอกจากนี้ งานด้านกงสุลต้องดำเนินการตอบสนองเป้าหมายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญต่อภาคประชาสังคม


     รัฐมนตรีว่าการฯ กล่าวชมเชยความพยายามของเจ้าหน้าที่ฝ่ายกงสุลไทย อาทิ การช่วยเหลือคนไทยที่เผชิญปัญหาในต่างแดน การจัดให้มีการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสการมีส่วนร่วมทาง การเมืองของชาวไทยที่อาศัยในต่างประเทศ และหวังว่า เจ้าหน้าที่กงสุลที่เข้าร่วมการประชุมฯ ครั้งนี้ จะช่วยแลกเปลี่ยนความเห็นและถกปัญหาที่เกี่ยวกับงานด้านกงสุลเพื่อปรับใช้กับงานในหน้าที่

(27 สิงหาคม 2552)



การประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกประจำปี 2552

     วันที่ 26 สิงหาคม 2552 กระทรวงการต่างประเทศได้จัดการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกประจำปี 2552 ขึ้นที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลกเข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งสิ้น 93 คน


     ในระหว่างพิธีเปิดการประชุม นายจักร บุญ-หลง อธิบดีกรมการกงสุล ได้กล่าวรายงานโดยสรุปว่า งานกงสุลนับวันจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากกระแสแห่งโลกาภิวัตน์ทำให้คนไทยเดินทางไปใช้ชีวิตในต่างประเทศมากขึ้นทุกแห่งทั่วโลก ส่งผลให้งานด้านกงสุลขยายตัวขึ้นเป็นภารกิจในระดับโลก การประชุมในวันนี้ มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี จากเดิมซึ่งจัดประชุมแยกรายภูมิภาค นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมฯ ด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญกับงานกงสุลไม่ยิ่งหย่อนไปกว่างานด้านอื่นๆ ต่อจากนั้น นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวเปิดการประชุมฯ พร้อมกับได้มอบแนวนโยบายโดยสังเขป ดังนี้


     • งานด้านการกงสุลเป็นงานการทูตเพื่อประชาชน และเป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง รวมทั้งเป็นประตูแรกของประเทศไทยสู่โลกภายนอก นอกจากนี้ ยังมีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนว่าราชการต้องให้บริการประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วย ดังนั้น จึงขอให้เจ้าหน้าที่กงสุลปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส ทำงานเพื่อสังคมโดยยืนหยัดบนพื้นฐานของความถูกต้อง โดยรัฐบาลพร้อมจะสนับสนุนทุกด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านงบประมาณ


     • ในปัจจุบันกรอบงานบริการประชาชนได้ขยายตัวออกไปครอบคลุมหลายมิติ แต่ก็เชื่อมั่นว่ากระทรวงการต่างประเทศจะสามารถสนองตอบต่อความต้องการดังกล่าวได้ โดยขอให้เจ้าหน้าที่กงสุลสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการทำงาน คือเน้นการเข้าหาประชาชนในพื้นที่ สร้างสายสัมพันธ์ สร้างสรรค์ความสามัคคีกับชุมชนชาวไทยในต่างแดน โดยการสร้างกิจกรรมต่างๆ และนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำงาน รวมทั้งกำกับการทำงานในฝ่ายกงสุลของตนอย่างใกล้ชิด เพื่อประโยชน์ของราชการและการบริการประชาชนในภาพรวมต่อไป

ภายหลังจากพิธีเปิด ในภาคเช้ามีการบรรยายโดยผู้อำนวยการกองสัญชาติและนิติกรณ์ และนางสาวรัศมี คุ้มไพโรจน์ นักการทูตชำนาญการ กองสัญชาติและนิติกรณ์ในหัวข้อเรื่อง "ปัญหาการจดทะเบียนคนเกิดและรับรองเอกสาร / การถาม-ตอบงานสัญชาติและนิติกรณ์" ส่วนในภาคบ่ายเป็นการบรรยาย/ซักถามในส่วนของกองคุ้มครองผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ โดยมี นายมนชัย พัชนี ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ เป็นผู้ดำเนินการอภิปรายหลัก ในหัวข้อดังนี้

     1) การปฏิบัติงานในการช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ในต่างประเทศ วิทยากรรับเชิญ คือ นางญาณี เลิศไกร ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าหญิงและเด็ก กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์


     2) การรับรองเอกสารจ้างงานและการช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศ วิทยาการรับเชิญ คือ นายปกรณ์ อมรชีวิน รองอธิบดีกรมการจัดหางาน และนายอนันต์ กลั่นขยัน ศูนย์บริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน


     3) การช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์ได้ยากตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ พ.ศ.2549 วิทยากรรับเชิญคือ นางมาลินี นำชัยศรีค้า สำนักบริหารการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ


     4) ปัญหาประมง และถามตอบงานคุ้มครองฯ โดย ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ

     กรมการกงสุลเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจ้าหน้าที่กงสุลของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ เป็นประจำทุกปี โดยสำหรับการประชุมในปีนี้ จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26 - 28 สิงหาคม 2552 ณ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ


(27 สิงหาคม 2552)




การปรับปรุงทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรให้เป็นปัจจุบัน


     ด้วยคณะกรรมการกำหนดแนวทางและวิธีการเพื่อปรับปรุงทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตจังหวัดและนอกราชอาณาจักรให้เป็นปัจจุบัน ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)  ได้พิจารณาให้มีการประชาสัมพันธ์แจ้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด และนอกราชอาณาจักรว่า จะยังยืนยันที่จะใช้สิทธิเลือกตั้งที่เดิมหรือต้องการที่จะถอนชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตจังหวัดหรือนอกราชอาณาจักรเพื่อกลับไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ณ หน่วยเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน


     สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร  นั้น กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมการกงสุล  ได้รับมอบหมายให้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปหรือสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป  ตามรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 ซึ่งกรมการกงสุลได้ขอความร่วมมือสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่  ทั้ง 91 แห่งให้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรทราบเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไปแล้ว   และขอประชาสัมพันธ์ให้คนไทยที่พำนักอยู่ในต่างประเทศให้ทราบโดยทั่วกัน ดังต่อไปนี้


     1. ผู้มีสัญชาติไทยที่มีถิ่นพำนักอยู่ในต่างประเทศและมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ หากยังไม่เคยแจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร และประสงค์จะขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร  ขอให้ท่านแจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิเลือกตั้ง ฯ  ต่อสถานเอกอัครราชทูต /สถานกงสุลใหญ ในประเทศที่ท่านมีถิ่นพำนักอยู่


     2. ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรอยู่แล้ว  หากท่านต้องการจะย้ายถิ่นที่อยู่ไปอยู่ประเทศใหม่และประสงค์จะเปลี่ยนแปลงสถานที่ขอใช้สิทธิเลือกตั้ง ฯ ใหม่ในประเทศที่ท่านจะไปพำนักอยู่  ขอให้ท่านแจ้งความประสงค์ต่อสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ที่ท่านมีชื่ออยู่หรือในประเทศใหม่ที่ท่านจะไปพำนักอยู่                            


     3. ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร  ที่จะเดินทางกลับประเทศไทยเป็นการถาวรและจะไปขอใช้สิทธิเลือกตั้ง ฯ ในประเทศไทย ขอให้ท่านแจ้งถอนชื่อต่อสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่  หรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ท่านมีภูมิลำเนาอยู่  เพื่อไปขอใช้สิทธิเลือกตั้ง ฯ ในประเทศไทยต่อไป 


ทั้งนี้  ได้แนบแบบฟอร์มแจ้งความประสงค์ตามข้อ 1-3  มาพร้อมนี้ Download

(13 สิงหาคม 2552)



กรมการกงสุลจัดบริการทำหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ณ จังหวัดน่าน ตาก ตรัง และนครศรีธรรมราช


     ด้วยกรมการกงสุลมีกำหนดจัดส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกให้บริการรับคำร้องขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป (ไม่รวมหนังสือเดินทางของพระภิกษุและหนังสือเดินทางราชการ) ดังนี้

1. จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 17 - 21 สิงหาคม 2552 จำนวน 5 วัน(ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัด)

2. จังหวัดตาก ระหว่างวันที่ 24 - 28 สิงหาคม 2552 จำนวน 5 วัน (ณ หอประชุมอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก)

3. จังหวัดตรัง ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม - 5 กันยายน 2552 จำนวน 6 วัน (ณ อาคารเอนกประสงค์เทศบาลนครตรัง)

4. จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 7 - 11 กันยายน 2552 จำนวน 5 วัน (ณ ห้องประชุมศรีปราชญ์ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช)

     ทั้งนี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในจังหวัดข้างต้นและจังหวัดใกล้เคียงให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำหนังสือเดินทางยังสำนักงานหนังสือเดินทาง ต่าง ๆ


เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทาง

     บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ยังไม่หมดอายุและไม่ถูกยกเลิกการใช้งาน

กรณีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์)

 1.  บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) / กรณีอายุยังไม่ถึง 15 ปี ให้ใช้สูติบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ฉบับจริง)

 2.  ทะเบียนบ้านหรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำร้องถูกต้อง (ไม่อยู่ระหว่างการย้ายหรืออยู่ในทะเบียนบ้านกลางหรือขัดข้องด้วยเหตุอื่น)

 3.  บัตรประจำตัวประชาชนของบิดาและมารดา (ฉบับจริง)

 4.  บิดาและมารดาต้องมาลงนามให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ทั้งสองคน

  4.1 กรณีบิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสและผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะของมารดาแต่ผู้เดียว ให้มารดาเป็นผู้ลงนามพร้อมแสดงหนังสือรับรองการปกครองบุตรที่ออกโดยอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น (ฉบับจริง)

  4.2 กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนหย่า ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ผู้เดียวที่ระบในบันทึกการหย่าเป็นผู้ลงนามให้ความยินยอมพร้อมกับบันทึกการหย่า (ฉบับจริง)

  4.3 กรณีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอมได้ ให้ผู้นั้นทำหนังสือยินยอมจากอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น(ฉบับจริง)และนำมาแสดง

5.  ใบเปลี่ยนชื่อหรือสกุลของผู้เยาว์ บิดาและมารดาตัวจริง (หากมี)


ขั้นตอนทำหนังสือเดินทาง
  

 1.  แสดงเอกสาร

 2.  วัดส่วนสูง

 3.  กรอกชื่อภาษาอังกฤษและที่อยู่ไปรษณีย์

 4.  สแกนลายนิ้วมือและถ่ายรูป

 5.  ชำระค่าธรรมเนียม

 
ค่าธรรมเนียนการทำหนังสือเดินทาง

 1. ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง 1,000.-บาท
 2. คำจัดส่งไปรษณีย์ (EMS)       35.-บาท  

คำแนะนำ

 1.  ผู้มีหนังสือเดินทางที่อายุใช้งานเหลือ 6 เดือนหรือน้อยกว่า ควรขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ โดยนำหนังสือเดินทางเล่มเก่ามายกเลิกด้วย

 2.  ผู้รับบริการจะได้รับเล่มหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ภายใน 2 สัปดาห์ โดยกรมการกงสุลจะจัดส่งตามที่อยู่ที่ผู้รับบริการระบุไว้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับบริการกรอกที่อยู่ไปรษณีย์ให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อป้องกันการสูญหายและความล่าช้าในการจัดส่ง กรณีไม่ได้รับเล่มหนังสือเดินทางตามกำหนดโปรดติดต่อฝ่ายไปรษณีย์ กองหนังสือเดินทาง โทร.02-981-7278 , 02-981-7171 ต่อ 2101-5


(30 กรกฎาคม 2552)


เหตุระเบิดในกรุงจาการ์ตา


     ในช่วงเช้าของวันที่ 17 ก.ค.52 ได้เกิดเหตุระเบิด 2 ครั้ง ที่โรงแรม Ritz-Carlton และ โรงแรม J.W. Marriott ในกรุงจาการ์ตา โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการแถลงว่าเป็นการก่อการร้าย หรือเป็นความรับผิดชอบของกลุ่มใด

     กระทรวงการต่างประเทศขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอประณามผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าว ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและความเสียหายแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์
 
     ในเบื้องต้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตาได้ตรวจสอบแล้ว ไม่ปรากฏว่า มีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้แต่อย่างใด ในการนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ให้ดูแลคนไทยอย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้แจ้งเตือนคนไทยในประเทศอินโดนีเซีย ให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะการเดินทางไปในย่านชุมชนหนาแน่น หากมีผู้ใดที่ประสงค์จะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา หมายเลขโทรศัพท์ + 62 8111 86253

(17 กรกฎาคม 2552)


ศ.ดร.สุจิต  บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง ได้ปาฐกาพิเศษ
เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางการเมืองแก่ชุมชนไทยในนครแฟรงก์เฟิร์ตและกรุงเบอร์ลิน



     เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2552 และวันที่ 31 พ.ค. 2552 ศ.ดร. สุจิต บุญบงการ ประธารสภาพัฒนาการเมือง ได้ปาฐกาพิเศษ เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางการเมืองแก่ชุมชนไทยในนครแฟรงก์เฟิร์ตและกรุงเบอร์ลิน โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของชุมชนไทยในต่างประเทศของกรมการกงสุล โดย ศ. ดร. สุจิตฯ ได้มีบรรยายเพื่อให้ผู้รับฟังมีความเข้าใจการพัฒนาทางการเมืองการปกครองของไทย สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน

     การจัดการบรรยายดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้แทนชุมชนชาวไทย นักศึกษา สื่อมวลชน ตลอดจนเจ้าของกิจการต่างๆ ของทั้ง 2 เมือง โดยมีความสนใจในการตั้งคำถาม เกี่ยวกับการสร้างความสำนึกทางการเมืองของประชาชน บทบาทของสื่อมวลชนต่อการพัฒนาทางการเมือง โดย ศ. ดร. สุจิตฯ ได้ตอบคำถามว่าสภานักพัฒนาการเมืองมีหน้าที่สำคัญคือการกระตุ้นให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม แต่มิใช่เป็นการสอนทางการเมือง โดยจะต้องให้ประชาชนมีการกระทำและการเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงซึ่งเริ่มจากชุมชนก่อน

     ต่อมาในวันที่ 2 มิ.ย. 2552 ศ.ดร.สุจิตฯ บรรยายให้แก่ชาวเยอรมันในกรุงเบอร์ลิน โดยมีผู้ร่วมรับฟังประกอบด้วย อาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษา อดีตนักศึกษาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สื่อมวลชน ตลอดจนผู้ที่สนใจในประเทศไทย โดยอธิบายให้มีความเข้าใจในเหตุการณ์ทางการเมืองไทยที่ผ่านมา บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงดำเนินการต่างๆ เพื่อประโยชน์ของสังคมไทยภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด
(26 มิถุนายน 2552)



การยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าประเภทนักท่องเที่ยว
 

     คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2552  และวันที่ 3 มิถุนายน 2552 ให้ขยายเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยว แก่นักท่องเที่ยวทุกสัญชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่  20 มกราคม 2552  ออกไปเป็น 1 รอบปี

     มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าว ส่งผลให้คนต่างชาติทุกสัญชาติที่ยื่นคำร้องขอรับการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยว (Tourist Visa) ที่สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยทุกแห่งทั่วโลก รวมถึงการขอรับการตรวจลงตราที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on arrival) ของคนชาติที่มีสิทธิ จำนวน 20 สัญชาติ และไต้หวัน ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา ระหว่างวันที่ 25  มิถุนายน 2552 ถึง วันที่  4 มีนาคม  2553 การยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวมีผลเฉพาะการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยวเท่านั้น

ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจลงตรา(วีซ่า)ของไทย
( 25 มิถุนายน 2552)
 

 Tourist Visa fee  exemption Scheme



     All foreigners who apply for Tourist Visa at the Royal Thai Embassies and the Royal Thai Consulates-General worldwide, including eligible foreigners who apply for Visa on Arrival at designated checkpoints, will be exempted from Tourist Visa fee from  25  June B.E. 2552 (2009) to  4March  B.E. 2553 (2010).  Such arrangement is for Tourist Visa only. More information on Thailand’s Visa

More information on Thailand's Visa

(25 มิถุนายน 2552)



การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านกงสุล ภายใต้หัวข้อ "การรับมือกับความเครียดเมื่อต้องใช้ชีวิตในต่างประเทศ"

 

     เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552 กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศได้จัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านกงสุล ภายใต้หัวข้อ "การรับมือกับความเครียดเมื่อต้องใช้ชีวิตในต่างประเทศ" เพื่อให้ประชาชนที่จะเดินทางไปใช้ชีวิตในต่างประเทศเกินกว่า 1 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานที่จะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ได้มีโอกาสเตรียมความพร้อมทางจิตใจก่อนเบื้องต้นก่อนการเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม สภาพชีวิตและความเป็นอยู่ ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยเป็นอย่างมาก


     การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวม 180 คน กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทูตเพื่อประชาชนของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ที่จะให้ความรู้กับประชาชนในหัวข้อที่เป็นที่สนใจและเป็นประโยชน์ ซึ่งกรมการกงสุลมีแผนจะจัดกิจกรรมลักษณะนี้ตลอดปี

(24 มิถุนายน 2552)



ขอเรียนเชิญท่านผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการบรรยาย "การรับมือกับความเครียดเมื่อต้องใช้ชีวิตในต่างประเทศ"

     กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ขอเรียนเชิญท่านผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการบรรยายเพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านกงสุล ภายใต้หัวข้อ "การรับมือกับความเครียดเมื่อต้องใช้ชีวิตในต่างประเทศ" ในวันที่ 24 มิถุนายน 2552 เวลา 9.30 - 12.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 3 กรมการกงสุล ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพ หมายเลขติดต่อ 02-981-7171

(18 มิถุนายน 2552)



 
กรมการกงสุลจัดบริการทำหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ ชัยภูมิ จันทบุรี และระยอง


     ด้วยกรมการกงสุลมีกำหนดจัดส่งหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ออกให้บริการรับคำร้องขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไป (ไม่รวมหนังสือเดินทางของพระภิกษุและหนังสือเดินทางราชการ) ดังนี้

1. จังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างวันที่ 13 - 17 กรกฎาคม 2552 จำนวน 5 วัน(ห้างบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาเพชรบูรณ์)

2. จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างวันที่ 20 - 24 กรกฎาคม 2552 จำนวน 5 วัน (ณ ศาลาประชาคม จังหวัดชัยภูมิ)

3. จังหวัดจันทบุรี ระหว่างวันที่ 27 - 31 กรกฎาคม 2552 จำนวน 5 วัน (ณ ห้องประชุม 1 ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี(หลังใหม่)

4. จังหวัดระยอง ระหว่างวันที่ 3 - 7 สิงหาคม 2552 จำนวน 5 วัน (ณ หอประชุมศูนย์ราชการ จังหวัดระยอง)

     ทั้งนี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในจังหวัดข้างต้นและจังหวัดใกล้เคียงให้ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำหนังสือเดินทางยังสำนักงานหนังสือเดินทาง ต่าง ๆ


เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทาง

     บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ที่ยังไม่หมดอายุและไม่ถูกยกเลิกการใช้งาน

กรณีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์)

 1.  บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) / กรณีอายุยังไม่ถึง 15 ปี ให้ใช้สูติบัตรที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ฉบับจริง)

 2.  ทะเบียนบ้านหรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำร้องถูกต้อง (ไม่อยู่ระหว่างการย้ายหรืออยู่ในทะเบียนบ้านกลางหรือขัดข้องด้วยเหตุอื่น)

 3.  บัตรประจำตัวประชาชนของบิดาและมารดา (ฉบับจริง)

 4.  บิดาและมารดาต้องมาลงนามให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ทั้งสองคน

  4.1 กรณีบิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสและผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะของมารดาแต่ผู้เดียว ให้มารดาเป็นผู้ลงนามพร้อมแสดงหนังสือรับรองการปกครองบุตรที่ออกโดยอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น (ฉบับจริง)

  4.2 กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนหย่า ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ผู้เดียวที่ระบในบันทึกการหย่าเป็นผู้ลงนามให้ความยินยอมพร้อมกับบันทึกการหย่า (ฉบับจริง)

  4.3 กรณีบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งไม่สามารถมาลงนามให้ความยินยอมได้ ให้ผู้นั้นทำหนังสือยินยอมจากอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น(ฉบับจริง)และนำมาแสดง

5.  ใบเปลี่ยนชื่อหรือสกุลของผู้เยาว์ บิดาและมารดาตัวจริง (หากมี)


ขั้นตอนทำหนังสือเดินทาง
  

 1.  แสดงเอกสาร

 2.  วัดส่วนสูง

 3.  กรอกชื่อภาษาอังกฤษและที่อยู่ไปรษณีย์

 4.  สแกนลายนิ้วมือและถ่ายรูป

 5.  ชำระค่าธรรมเนียม

 
ค่าธรรมเนียนการทำหนังสือเดินทาง

 1. ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง 1,000.-บาท
 2. คำจัดส่งไปรษณีย์ (EMS)       35.-บาท  

คำแนะนำ

 1.  ผู้มีหนังสือเดินทางที่อายุใช้งานเหลือ 6 เดือนหรือน้อยกว่า ควรขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ โดยนำหนังสือเดินทางเล่มเก่ามายกเลิกด้วย

 2.  ผู้รับบริการจะได้รับเล่มหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ภายใน 2 สัปดาห์ โดยกรมการกงสุลจะจัดส่งตามที่อยู่ที่ผู้รับบริการระบุไว้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับบริการกรอกที่อยู่ไปรษณีย์ให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อป้องกันการสูญหายและความล่าช้าในการจัดส่ง กรณีไม่ได้รับเล่มหนังสือเดินทางตามกำหนดโปรดติดต่อฝ่ายไปรษณีย์ กองหนังสือเดินทาง โทร.02-981-7278 , 02-981-7171 ต่อ 2101-5


(15 มิถุนายน 2552)




ห้องภาพกงสุลจากทุกมุมโลก




     วัตถุประสงค์ของห้องภาพนี้ คือการนำเสนอภาพจาก สอท./สกท.ไทยทั่วโลก ที่เกี่ยวกับสถานที่สำคัญ ในประเทศต่าง ๆ ภาพวิถีชีวิตของคนไทยในต่างแดน ภาพเกี่ยวกับวัดไทย แรงงานไทย ร้านอาหารไทย ธุรกิจของคนไทย ฯลฯ
      ภาพ 1 ภาพมีความหมาย 1 พันคำ ภาพเหล่านี้จึงสามารถจะให้ความรู้แก่ผู้ชมได้เป็นอย่างมาก กรมการกงสุลจึงหวังว่า ห้องภาพกงสุลนี้จะเป็นประโยชน์และให้ความรู้กับผู้เยี่ยมชมทุกท่าน ( เข้าสู่ห้องแสดงภาพ )


 
   
      


News ©



กุมภาพันธ์ 2553
 อา.  จ.  อ.  พ.  พฤ.  ศ.  ส.
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28  

-------------------------
ข่าวเตือนภัย
-------------------------


เตือนภัยนักท่องเที่ยวไทยในออสเตรีย อ่านต่อ...คลิก
-------------------
แก๊งตัมตุ๋นในแอฟริกาหลอกลวงว่าได้รับมรดกจำนวนมาก อ่านต่อ...คลิก
-------------------
รายได้พิเศษ! นำพาโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต อ่านต่อ...คลิก
-------------------
ขอประกาศเตือนคนไทยที่จะเดินทางไปต่างประเทศ อย่ากระทำผิดหรือหลงเชื่อคำชักชวนให้รับจ้างขนยาเสพติด เพราะปัจจุบัน ในหลายประเทศได้มีบทลงโทษเกี่ยวกับการลักลอบขนยาเสพติดที่รุนแรง หรืออาจถึงขั้นประหารชีวิต การลดหย่อนโทษแทบจะไม่มี
-------------------
เพิ่มความระมัดระวังหญิงไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด อ่านต่อ...คลิก
-------------------
บทลงโทษกรณีคนไทยลักลอบขนเฮโรอีนเข้าประเทศจีน อ่านต่อ...คลิก
-------------------
โทษของการลักลอบนำยาเสพติดเข้าสาธารณรัฐประชาชนจีน อ่านต่อ...คลิก
-------------------
ลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศจีนมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต อ่านต่อ...คลิก
-------------------
คดีหญิงไทยลักลอบขนยาเสพติดที่อาร์เจนตินา อ่านต่อ...คลิก
-------------------




















-------------------------
ข่าวประชาสัมพันธ์
-------------------------


ผู้ที่ทำใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทางหาย และมีความประสงค์จะได้สำเนาใบเสร็จรับเงินดังกล่าวขอได้โปรดปฏิบัติดังนี้

คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติม...

---------------------

ชมวีดีโอ



1-- มารู้จักกับหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์.

2-- ขั้นตอนการขอหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์.



 

thai consular, สถานเอกอัครราชทูต, สถานกงสุล, การทูตเพื่อประชาชน, คู่มือนักเดินทาง, เลือกตั้ง, คุ้มครอง, แรงงานไทย, ต่างประเทศ, ราชการ, หน่วยงานราชการ, กระทรวง, ทบวง, กรม, นักการทูต, ทูต, embassy, thai embassy, thai, Thai, thailand, Thailand, News, news, New, new, Technology, technology, Headlines, headlines,  Linux, linux, Windows, windows, Download, download, Downloads, downloads, วีซ่า, visa, กระทรวงการต่างประเทศ, consular, passport, E-passport, หนังสือเดินทาง, กรมการกงสุล, passport thailand
Copyright © 2006 Department of Consular Affairs, Kingdom of Thailand. All Rights Reserved.
Department of Consular Affairs, Chaeng Watthana Road, Bangkok 10210 Thailand.