กรมการกงสุล

ประวัติความเป็นมาของกรมการกงสุล

ประวัติความเป็นมาของกรมการกงสุล
 


 
     กิจการด้านการต่างประเทศของไทยนั้นมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ต่อมาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถประมาณกว่า 400 ปี การบริหารราชการจัดอยู่ในรูปแบบของจตุสดมภ์ประกอบด้วย เวียง วัง คลัง นา โดยกิจการต่างประเทศ รวมทั้งการด้านกงสุลนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของคลัง โดยมีกรมท่าดูแลรับผิดชอบโดยตรง แต่หากจะพิจารณาจากประวัติศาสตร์สมัยใหม่ กระทรวงการต่างประเทศได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2418 เมื่อมีการแยกกรมพระคลังมหาสมบัติออกจากกรมท่าซึ่งถือเป็นการสถาปนากระทรวงการต่างประเทศด้วย โดยให้เสนาบดีกรมท่าเป็นเสนาบดีต่างประเทศ 
     ภายหลังจากที่สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ใน พ.ศ. 2428 โครงสร้างของกระทรวงการต่างประเทศได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น โดยแรกเริ่มได้ประกอบด้วยกองเทียบเท่ากรมในปัจจุบัน จำนวน 5 กอง โดยกองการกงสุล ได้เป็นหนึ่งหน่วยงานของกระทรวงการต่างประเทศ ใน พ.ศ. 2435 มีการปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวงการต่างประเทศ สถานะของกรมการกงสุลได้ถูกลดบทบาทลงเหลือเพียงแค่กอง ๆ หนึ่งในกรมการเมือง และแม้ว่าจะมีการปรับโครงสร้างอีกใน พ.ศ. 2475 พ.ศ. 2503 และ พ.ศ. 2535 กิจการกงสุลของกระทรวงการต่างประเทศก็ยังไม่ได้รับความสำคัญกลับคืนมาให้เทียบเท่ากับงานด้านอื่น ๆ ของกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวคือ กิจการกงสุลในช่วงเวลาดังกล่าวได้ดำเนินไปโดยหลายหน่วยงานย่อยในกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้ขาดเอกภาพและความชัดเจน ทั้งในการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติงาน ตราบจนกระทั่ง พ.ศ. 2541 จึงได้มีการปรับโครงสร้างของกระทรวงการต่างประเทศอีกครั้ง โดยได้จัดตั้งกรมการกงสุล และรวบรวมหน่วยงานที่รับผิดชอบในกิจการกงสุลเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการในด้านนี้เป็นการเฉพาะ อันนับเป็นการให้ความสำคัญกับงานกิจการกงสุลอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ถูกลดความหมายลงไปตั้งแต่ พ.ศ. 2435 กรมการกงสุลได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 โดย ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเหตุผลในการจัดตั้งกรมการกงสุล

 

 

เหตุผลในการจัดตั้งกรมการกงสุล
  1. การเป็นกรมจะทำให้งานกงสุลมีกฎหมายรองรับอย่างถูกต้องชอบธรรม จะทำให้อธิบดี รองอธิบดี และผู้อำนวยการกองต่าง ๆ มีภารกิจหน้าที่ชัดเจนตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย ทำให้เกิดความชอบธรรมและชัดเจนในการสั่งราชการ กำกับดูแล ให้แนวนโยบาย และประสานงานกับหน่วยราชการต่าง ๆ ในประเทศและหน่วยงานในต่างประเทศที่มีภารกิจหน้าที่เกี่ยวพันกับกรมการกงสุล
  2. การเป็นกรมจะทำให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถดำเนินการด้านต่างประเทศ และมีบทบาทนำในการรวบรวมทรัพยากรบุคคล และอื่น ๆ ของภาครัฐ เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ภารกิจด้านงานกงสุล อันจะทำให้การปฏิบัติงานของหน่วยราชการทุกหน่วยที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งในและต่างประเทศเป็นไปอย่างมีเอกภาพ ประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และมุ่งพลังไปสู่จุดปัญหาตามลำดับความสำคัญที่กระทรวงฯ จะเป็นผู้กำหนดร่วมกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง
  3. การเป็นกรมจะทำให้บทบาทกระทรวงการต่างประเทศเป็นสากลตามแบบอย่างของอารยะประเทศที่จัดองค์กรการกงสุลไว้อย่างเป็นเอกภาพ เพื่อประโยชน์ในการประสานงาน ติดต่อ เจรจากับต่างประเทศ
  4. การเป็นกรมจะสร้างขวัญและกำลังใจให้ข้าราชการในฝ่ายต่าง ๆ ที่ปฏิบัติงานด้านกงสุลที่จะมีผู้บังคับบัญชาอย่างชัดเจน ทำให้สามารถทำงานให้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ทำให้กระทรวงฯ สามารถวางแผนอาชีพให้ข้าราชการได้ชัดเจน
  5. การเป็นกรมจะทำให้การบังคับบัญชา สั่งการ ระหว่างอธิบดีซึ่งปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงฯ กับสถานเอกอัครราชทูต / สถานกงสุลใหญ่ ต่าง ๆ ชัดเจน รวดเร็ว ฝ่ายกงสุลของสถานเอกอัครราชทูต / สถานกงสุลใหญ่ จะมีความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะอธิบดีกรมการกงสุลมีการประสานงานกับอธิบดีของหน่วยราชการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสงเคราะห์ กรมในสังกัดกระทรวงแรงงานฯ นอกจากนี้ การเป็นกรมจะทำให้งานบริการประชาชนทั้งในและต่างประเทศมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น