:: หากนักท่องเที่ยวไทยต้องการจะตรวจสอบเที่ยวบินขา เข้า-ออก ที่เปิดให้บริการ ณ สนามบินโปรตุเกส สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ www.ana.pt หรือโทร (+351) 21 841 3700 ผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องการช่วยเหลือคือ คุณอนันต์ พิกุลทิพย์สาคร ::
 รู้จักกรมการกงสุล
 ความเป็นมา
 วิสัยทัศน์
 แนะนำผู้บริหาร
 โครงสร้าง
 หน่วยงานในกรม
 การทูตเพื่อประชาชน

 บริการประชาชน
 ศูนย์บริการร่วม
 หนังสือเดินทาง
 สถานที่ให้บริการหนังสือเดินทาง
 การตรวจลงตราและ
   เอกสารเดินทางฯ
 สัญชาติและนิติกรณ์
 (การรับรองเอกสารและงานทะเบียนราษฎรคนไทยในต่างประเทศ)(Legalization Service)
 คุ้มครองและดูแลผล
   ประโยชน์
 เลือกตั้งนอกราช
   อาณาจักร

 บริการออนไลน์ :
 สำรองคิวทำหนังสือเดินทาง
 ขอความช่วยเหลือ
 ลงทะเบียนคนไทย
   ในต่างแดน

 แบบฟอร์ม :
 สถิติการตรวจลงตราและรายได้จากการตรวจลงตรา th | en
 แบบฟอร์มคำร้องขอรับรองเอกสาร ตัวอย่างการแปลเอกสารและคำศัพท์
 คำร้องนิติกรณ์
 หนังสือให้ความยินยอม
 ขอใช้สิทธิ/เปลี่ยน
   แปลงสิทธิเลือกตั้ง
 หนังสือแจ้งเหตุที่ไม่
   ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
 ขอรับการตรวจลงตรา
 หนังสือมอบอำนาจ

 สถิติ :
 การทำหนังสือ
   เดินทาง
 คุ้มครองและดูแลฯ
 การเลือกตั้งนอกราช
   อาณาจักร

 มัลติมีเดีย :
 วีดีโอ
 เสียง
 ภาพ/แผนที่โลก

 ข่าวการกงสุล

 คู่มือถาม - ตอบ

 สาระน่ารู้ก่อนเดินทาง

 ติดต่อเรา

 Link น่าสนใจ



ท่านเป็นผู้เข้าชมลำดับที่




 
หน้า: 1/22


รายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
เรื่อง การใช้บัตรเครดิตผู้อื่นในการซื้อบัตรโดยสาร

     สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย รายงานว่า ปัจจุบันสายการบินนานาชาติในมาเลเซีย (โดยเฉพาะที่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์) เข้มงวดในการใช้บัตรเครดิตผู้อื่นซื้อบัตรโดยสารเครื่องบิน โดยหากเป็นการใช้บัตรเครดิตที่ไม่ใช่ชื่อเจ้าตัวซื้อบัตรโดยสารเครื่องบิน จะต้องมีเจ้าของบัตรเครดิตไปแสดงตัวยืนยัน หรือต้องมีเอกสารรับรองไปแสดงด้วยถึงจะยอมให้เช็คอิน หรือไม่ก็ต้องจ่ายเป็นเงินสดแทนถึงจะยอมให้ผู้โดยสารเช็คอินได้

     กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ จึงของประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจในประเทศมาเลเซีย (กัวลาลัมเปอร์)ได้รับทราบถึงข้อมูลและกฎระเบียบของสายการบินประเทศมาเลเซียเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาในระหว่างการเดินทางไปยังประเทศดังกล่าว

(12 พฤษภาคม 2553)


ระเบียบ: การนำเงินสดหรือสินค้าเข้าประเทศรัสเซีย

     สถานเอกอัครราชทูต ณ ประเทศรัสเซีย รายงานว่า มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางจากประเทศในยุโรปไปยังกรุงมอสโก เพื่อต่อเครื่องบินกลับมากรุงเทพฯ และนำสินค้าซึ่งซื้อจากยุโรป มูลค่าเกินกว่า 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ติดตัวเข้าไปด้วยโดยไม่ทราบว่าต้องสำแดงรายการสิ่งของในการกรอกใบศุลกากร (Custom Declaration form) ก่อนเข้าเมือง เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรรัสเซียตรวจพบจึงยึดสิ่งของทั้งหมดไว้ที่ท่าอากาศยานกรุงมอสโก

     จากเหตุการณ์ดังกล่าว กองคุ้มครองฯ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้คนไทยที่จะเดินทางไปท่องเที่ยว หรือเดินทางไปทำธุรกิจยังประเทศรัสเซียในระยะนี้ว่าหากนำสินค้าหรือสิ่งของที่มีมูลค่าเกิน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐเข้าเมืองโปรดกรอกใบศุลกากร เพื่อสำแดงรายการสินค้าต่อ เจ้าหน้าศุลกากรรัสเซีย โดยต้องเดินผ่านช่องศุลกากรสีแดง(มีสินค้าต้องสำแดง) ทั้งนี้อาจขอใบศุลกากรได้จากเจ้าหน้าที่สายการบิน มิเช่นนั้นอาจเกิดเหตุการณ์ ดังเช่นกรณีของนักท่องเที่ยวไทยข้างต้น

     นอกจากนี้รัสเซียยังมีระเบียบห้ามนำเงินตราต่างประเทศ (เงินสด) มูลค่าเกิน 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ ออกนอกประเทศนอกจากจะได้สำแดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรรัสเซียก่อน เมื่อเดินทางเข้าประเทศ มิเช่นนั้น หากเจ้าหน้าที่ศุลกากรรัสเซียตรวจพบจะยึดเงินสดดังกล่าวไว้ทันที

(12 พฤษภาคม 2553)


ประกาศสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว
เรื่อง กฎหมายวัตถุมีคมและอาวุธปืนไว้ในครอบครองของญี่ปุ่นฉบับแก้ไข



แรงงานหญิงไทยในดูไบถูกตำรวจจับกุมในข้อหาค้าประเวณี

     กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานจากสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ว่า ตำรวจหน่วย Crime Investigation Department (CID) ได้เข้าจับกุมพนักงานนวดหญิงไทย 7 คน ในร้านนวดแห่งหนึ่ง โดยตำรวจได้รับรายงานว่าร้านนวดดังกล่าวมีการให้บริการทางเพศกับลูกค้า จึงส่งเจ้าหน้าที่ปลอมตัวเป็นลูกค้าเข้าไปใช้บริการจนสามารถจับกุมพนักงานหญิงไทยได้ขณะให้บริการ และนำไปควบคุมตัวไว้ที่สำนักงาน CID
     กระทรวงการต่างประเทศจึงขอประชาสัมพันธ์เตือนหญิงไทยที่จะเดินทางไปค้าประเวณีในต่างประเทศว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย หลายประเทศที่ทางการได้เอาจริงเอาจังและดำเนินการอย่างเข้มงวดกับกิจการที่ผิดกฎหมายทุกประเภท

(20 พฤศจิกายน 2552 )


สถานการณ์ก่อความไม่สงบในรัฐ Jharkhan พิหาร และโอริสสา

     กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา เกี่ยวกับสถานการณ์การก่อความไม่สงบของกลุ่มก่อการร้าย Maoist ว่า รัฐบาลอินเดียได้ประกาศเตือนว่า อาจจะมีการโจมตีขบวนรถไฟโดยกลุ่มก่อการร้าย Maoist ในบริเวณพื้นที่บางส่วนของรัฐพิหาร (Bihar) Jharkhan และบริเวณพรมแดนที่ติดกับรัฐเบงกอลตะวันตก ทั้งนี้ สถานีรถไฟต่าง ๆ ที่อยู่ในรัฐดังกล่าวต่างมีความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกโจมตีของกลุ่ม Maoist ด้วย
     จึงขอประชาสัมพันธ์ให้คนไทยที่จะเดินทางโดยรถไฟผ่านพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการโจมตีดังกล่าวในระยะนี้ ให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หรือหากไม่มีความจำเป็นก็ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปในบริเวณดังกล่าว จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเป็นปกติ

(2 พฤศจิกายน 2552 )


ข้อห้ามในการนำพาอาวุธปืนไปต่างประเทศ

     กระทรวงการต่างประเทศ ขอประชาสัมพันธ์เตือนคนไทยที่จะเดินทางไปต่างประเทศ หรือเดินทางกลับจากต่างประเทศให้ทราบเกี่ยวกับข้อห้ามการนำพาอาวุธปืนเก็บไว้ในกระเป๋าสัมภาระ (Check-in-baggage) แม้ว่าจะแยกชิ้นส่วนและใส่ไว้ในกระเป๋าสัมภาระแล้วก็ตาม หากเจ้าหน้าที่ประจำสนามบินตรวจพบ ท่านจะถูกยึดอาวุธปืนไว้และมีบทลงโทษอีกด้วย

(20 ตุลาคม 2552)


การลักลอบขนยาเสพติดในบราซิล

     กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจาก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย นำส่งบทความเกี่ยวกับการลักลอบขนยาเสพติดในบราซิลเรื่อง "Stomach for rent to drug traffickers" จากหนังสือพิมพ์ O Estado do S. Paulo ของบราซิล สรุปสาระสำคัญดังนี้

     บราซิลอยู่ช่วงกลางของเส้นทางการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศและสนามบินนครเซา เปาโล เป็นเป้าหมายหลักของการลักลอบขนยาเสพติดทางอากาศ เนื่องจากมีเที่ยวบินเชื่อมต่อจุดต่างๆ ในลาตินอเมริกา โอกาสที่ผู้รับจ้างลักลอบขนยาเสพติดจะนำออกไปได้มีมาก ยาเสพติดบางส่วนอยู่ในบราซิล แต่ตลาดหลักของยาเสพติดอยู่ในยุโรปและเอเชีย ผู้รับจ้างลักลอบฯ ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน อายุไม่มาก และมาจากหลายประเทศ เช่น อังกฤษ สเปน แอฟริกาใต้ อังโกล่า เป็นต้น ค่าจ้างลักลอบขนยาเสพติด สูงสุดไม่เกิน 5,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยจะจ่ายเมื่อมีการส่งมอบของ การลักลอบขนยาเสพติดด้วยการกลืนลงในท้องเป็นวิธีที่ใช้มาก เนื่องจากสามารถลักลอบขนได้จำนวนมาก ประมาณ 70-100 แคปซูล แต่ละแคปซูลบรรจุยาฯ ประมาณ 5 ถึง 7 กรัม ซึ่งแพทย์ได้กล่าวว่า ผู้ลักลอบขนยาเสพติดกลืนโคเคนบริสุทธิ์ซึ่งอันตรายมากโดยเฉพาะเมื่อแคปซูลที่บรรจุโคเคนแตกเมื่ออยู่ในร่างกาย วิธีช่วยชีวิตของผู้กลืนโคเคนคือ การผ่าตัด โดยเฉลียโรงพยาบาลผ่าตัดช่วยชีวิตเดือนละ 6 ราย

     สำหรับเส้นทางที่ใช้เพื่อลักลอบขนยาเสพติดบ่อยๆ ได้แก่ จากนครเซาเปาโลไปยังกรุงลอนดอน กรุงบรัสเซลส์ กรุงมาดริดและบาเซโลน่า กรุงลิสบอน กรุงปารีส นครซูริค เซเนกัล กรุงโรม นครอิสตันบูล กรุงลากอส นครดูไบ กรุงลาอุนด้า (อังโกล่า) กรุงเทพฯ และนครโจฮันเนสเบิร์ก

     เกี่ยวกับเรื่องนี้ ปัจจุบันมีนักโทษไทยต้องโทษคดีลักลอบขนยาเสพติดในเรือนจำนครเซา เปาโล ประเทศบราซิล จำนวนรวมทั้งสิ้น 20 ราย

     จึงขอประชาสัมพันธ์เตือนคนไทยขอให้คำนึงถึงผลร้ายของการลักลอบขนยาเสพติด ขอให้ระมัดระวัง/หลีกเลี่ยงการถูกชักชวนเข้าสู่กระบวนการค้ายาเสพติดในฐานะผู้ลักลอบขนยาเสพติดจากแหล่งผลิตในประเทศที่สามไปยังแหล่งจำหน่าย หลายประเทศจะมีบทลงโทษที่รุนแรงสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
(16 ตุลาคม 2552)


การจับกุมหญิงไทยข้อหาลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศมาเลเซีย

      กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ว่าเมื่อต้นเดือนกันยายน 2552 เจ้าหน้าที่ตำรวจกัวลาลัมเปอร์ได้เข้าตรวจค้นโรงแรมแห่งหนึ่งและได้พบหญิงที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนส่งยาเสพติดระหว่างประเทศ จึงทำการตรวจค้นร่างกายและห้องพัก ได้พบแคปซูลบรรจุโคเคนจำนวน 63 แค็ปซูล รวม 1 กิโลกรัม อยู่ในกระเพาะอาหารของหญิงไทยดังกล่าว จึงให้ขับถ่ายยาเสพติดออกจากร่างกาย

     ต่อมา สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมหญิงไทยคนดังกล่าว ที่สำนักงานตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดยหญิงไทยรายนี้เล่าว่า ได้ลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศมาเลเซียจริงโดยใช้วิธีกลืนลงท้อง ได้รับการว่าจ้างในราคา 1 แสนบาท จากชายจากทวีปแอฟริกา ซึ่งมีภรรยาเป็นคนไทยที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้ตนเดินทางไปรับยาเสพติดจากบุคคลในประเทศบราซิล ตนจึงเดินทางจากรุงเทพฯ ไปบราซิล และผ่านสิงคโปร์ ดูไบ เมื่อถึงบราซิลได้กลืนยาลงท้อง แล้วเดินทางกลับโดยแวะผ่านดูไบ ก่อนเดินทางมายังกรุงกัวลาลัมเปอร์ แล้วเข้าพักโรงแรมเพื่อรอสายมารับยา แต่ถูกตรวจจับเสียก่อน

     จึงขอเตือนคนไทยขอให้คำนึงถึงผลร้ายของการลักลอบขนยาเสพติด การถูกชักชวนเข้าสู่กระบวรการค้ายาเสพติดในฐานะผู้ลักลอบขนยาเสพติดจากแหล่งผลิตในประเทศที่สามไปยังแหล่งจำหน่ายในประเทศจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ว่าหลายประเทศจะมีบทลงโทษที่รุนแรงสูงสุด คือประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
(15 ตุลาคม 2552)



คนไทยถูกล่อลวงมาทำงานในกระบวนการต้มตุ๋นฉ้อโกงทรัพย์

     กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ว่า ได้รับการประสานจากหญิงไทย 3 คน ประสงค์ขอรับความช่วยเหลือเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยบุคคลทั้ง 3 ได้เดินทางมาจากประเทศไทย โดยการชักชวนจากคุณแอน (นามสมมุติ) ซึ่งได้รู้จักที่โรงเรียนสอบภาษาอังกฤษสำหรับผู้ประสงค์จะไปทำงานในต่างประเทศ โดยจะให้มาทำงานขายแก้วในลักษณะนำเข้า-ส่งออกกับประเทศไทยและลาว แต่เมื่อเข้าทำงานกับนายจ้างลูกครึ่งเกาหลี – จีน พบว่างานที่จะได้ทำเป็นงานเกี่ยวกับการตุ้มตุ๋นคนไทยโดยการสุ่มส่งข้อความและการติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ อาศัยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรบริการด้านสาธารณูปโภค หรือ ธนาคารพาณิชย์ ตามทวงค่าบริการหรือหนี้สินที่ค้างชำระ โดยมีการข่มขู่และบีบบังคับให้นำเงินเข้าเลขบัญชีธนาคารตามที่กำหนดไว้ ซึ่งหญิงไทยทั้ง 3 คน ได้พิจารณาว่าลักษณะงานดังกล่าวผิดกฎหมายและศีลธรรม จึงได้ทำการหลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากสถานกงสุลใหญ่ฯ ทางสถานกงสุลใหญ่ฯ ได้ให้ความช่วยเหลือส่งตัวหญิงไทยทั้ง 3 คน กลับประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

(15 ตุลาคม 2552)



การให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยในบัลแกเรีย

     กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ ว่าได้ให้ความช่วยเหลือแรงงานไทย จำนวน 7 คน ที่ประสบปัญหานายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง โดยแรงงานไทยดังกล่าวได้เดินทางไปทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่งในเมือง Radomir ประเทศบัลแกเรีย ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2552 โดยผ่านบริษัทจัดหางานไทย ต่อมา ในเดือนกรกฎาคม 2552 สถานเอกอัครราชทูต ฯ ได้รับการร้องเรียนจากแรงงานดังกล่าวว่าไม่ได้รับค่าจ้างตามที่ระบุในสัญญาฯ ซึ่งจากการสอบถามไปยังบริษัทฯ ได้รับแจ้งว่าแรงงานไทยไม่สามารถทำงานได้ตามมาตรฐานที่ทางบริษัทฯ กำหนด สถานเอกอัครราชทูตฯ จึงได้ประสานกับบริษัทจัดหางานไทยเพื่อดำเนินการนำแรงงานไทยดังกล่าวกลัปประเทศไทยต่อไป

     กระทรวงการต่างประเทศ จึงขอประชาสัมพันธ์ เตือนให้แรงงานไทยที่ประสงค์จะไปทำงานในต่างประเทศให้ขอรับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนเกี่ยวกับลักษณะงาน รายได้ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่พึงได้จากบริษัทจัดหางาน และตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ ตามสัญญาจ้าง ทุกครั้งก่อนตัดสินใจไปทำงานในต่างประเทศ
(15 ตุลาคม 2552)



คนไทยถูกปฏิเสธให้เข้าเมืองจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโปรตุเกส
 

     ด้วยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิสบอน ได้รับแจ้งจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของโปรตุเกสว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2551 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของโปรตุเกส ได้ปฏิเสธการเข้าเมืองของคนไทยสามราย ซึ่งมีวีซ่าท่องเที่ยวเข้าโปรตุเกสอย่างถูกต้อง เนื่องจากบุคคลทั้งสามไม่สามารถให้เหตุผลชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ในการเดินทางเข้าประเทศ จึงเห็นว่าบุคคลทั้งสามดังกล่าว มีเจตนาใช้วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อมาทำงานในโปรตุเกส หรือไม่ก็เพื่อเดินทางต่อไปทำงานในประเทศอื่นๆ ในยุโรป โดยใช้วีซ่า Schengen

     กระทรวงการต่างประเทศจึงขอเตือนผู้ที่ต้องการเดินทางไปทำงานในโปรตุเกส หรือใช้โปรตุเกสเป็นทางผ่านเข้าไปทำงานยังประเทศอื่นๆ โดยใช้วีซ่าท่องเที่ยวของ Schengen เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย อาจถูกปรับ จำคุกและถูกส่งตัวกลับในที่สุด ซึ่งทำให้ต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย รวมทั้ง อาจถูกขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลต้องห้าม (Black list) เดินทางเข้าประเทศนั้นๆ ด้วย
(24 ธันวาคม 2551)




ระวังถูกหลอกลวง

     ด้วยกระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจาก สอท. ณ กรุงเบิร์น ว่ามีผู้หญิงรายหนึ่งเข้าร้องทุกข์กับ สอท. ดังนี้

      นายปีเตอร์ เพื่อนชายชาวเยอรมันซึ่งรู้จักกันที่ประเทศไทยได้ชักชวนให้เดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งนายปีเตอร์ ชายชาวเยอรมันมารับที่สนามบิน นายปีเตอร์พูดภาษาไทยได้คล่องแคล่วชัดเจน โดยหญิงไทยได้พบและรู้จักกันที่พัทยา ซึ่งต่อมาคบกันในฐานะแฟน หญิงไทยดังกล่าวเล่าว่าไม่ทราบอาชีพที่แท้จริงของนายปีเตอร์และสถานะใดๆเลย และไม่ทราบที่อยู่ที่แท้จริงเพียงแต่นายปีเตอร์  แจ้งว่ามีธุรกิจส่วนตัวและนายปีเตอร์ ทำให้ไว้วางใจมาโดยตลอดโดยนัดพบกันที่กรุงเทพ ตลอดมาเป็นระยะเวลา 1 ปี และนายปีเตอร์ได้ชักชวนให้ไปท่องเที่ยวประเทศสวิตฯ โดย นายปีเตอร์เป็นผู้ดำเนินการขอ Etate Schengen Visa และดำเนินการซื้อตั๋วทุกอย่างให้แก่ตนโดยหญิงไทยเดินทางไปเที่ยวลำพังและนัดมารับที่สนามบินซูริคพอถึงระยะเวลากำหนดกลับประเทศไทยนายปีเตอร์ไม่ยินยอมให้กลับทั้งๆที่นายปีเตอร์ก็ทราบว่าตนได้รับการตรวจลงตราถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน เท่านั้นแต่นายปีเตอร์ไม่ยินยอมให้กลับและรื้อค้นและยึดทรัพย์สินรวมทั้งเงินที่มีอยู่ทั้งหมดไป

     ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีพฤติกรรมเข้าข่ายในการลักลอบค้ามนุษย์ข้ามชาติและเพื่อปกป้องกันมิให้หญิงไทยตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์นี้ กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ จึงขอแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนชาวไทยโดยเฉพาะหญิงไทยที่อาจถูกหลอกลวงตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์หลอกลวงหญิงไทยหรือแรงงานไทยไปทำงานค้าประเวณียังต่างประเทศจึงแจ้งเตือนให้มีความระมัดระวังให้มากขึ้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อได้
(23 ธันวาคม 2551 )



ระวังตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้าประเวณี

      ด้วยกระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจาก สอท.ณ กรุงพริทอเรียว่าได้ช่วยเหลือหญิงไทยซึ่งถูกหลอกไปค้าประเวณีสถานบริการ The Lodge นครโจฮันเนสเบิร์ก  รายละเอียดดังนี้

     หญิงไทยจำนวน 8 คน ได้ถูกนายหน้าหลอกไปทำงานที่แอฟริกาใต้ โดยหลอกว่าจะให้ไปทำงานนวด และทำร้านอาหารไทยค่าจ้างประมาณเดือนละห้าหมื่น-หกหมื่นบาท เมื่อทั้งหมดเดินทางถึงสนามบิน OR Tanbo นครโจฮันเนสเบิร์ก   ชายผิวขาวได้ไปรับและพาไปยังบ้านพัก ของนางนงนุชหรือจอย(นามสมมุติ) และนางนุชได้แจ้งว่าหญิงไทยแต่ละรายเป็นหนี้ตนรายละ 75,000 แรนด์ หรือประมาณ 250,000 บาท และต้องทำงานชดใช้ให้หมดหากไม่ทำงานตนจะขายต่อให้ซ่องที่มีการบังคับใช้ยาเสพติดก่อนที่จะทำงาน หญิงไทยทั้งหมดจึงต้องยอมทำงานกับสถานบริการ The Lodge โดยทำงานตั้งแต่ วันจันทร์- วันอาทิตย์ เวลา 11.00-02.00 น. หรือดึกกว่านั้นแล้วแต่จำนวนของแขกที่มาเที่ยว หญิงไทยทั้งหมดจึงตัดสินใจที่จะหลบหนี แต่ไม่สามารถหลบหนีออกมาได้เนื่องจากบ้านพักมีประตูและเหล็กปิดกั้นไว้หลายชั้น มีรั้วไฟฟ้าและมีคนเฝ้าคุมตลอดเวลาจนต่อมาสามารถติดต่อญาติที่ประเทศไทยให้แจ้งหน่วยราชการเพื่อขอความช่วยเหลือ

      กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ จึงขอแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนชาวไทยโดยเฉพาะหญิงไทยที่อาจถูกหลอกลวงตกเป็นเหยื่อของกระบวนการค้ามนุษย์และยังมีอีกหลายๆรูปแบบขบวนการที่ใช้ในการหลอกลวงหญิงไทยหรือแรงงานไทยทำงานค้าประเวณียังต่างประเทศจึงแจ้งเตือนให้มีความระมัดระวังให้มากขึ้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อได้
(23 ธันวาคม 2551)


จับกุมคนต่างด้าวเข้าประเทศมาเลเซีย

      สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ รายงานว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประเทศมาเลเซีย ได้แถลงข่าวการจับกุมคนต่างด้าวที่กระทำความผิดกฎหมายเข้าเมือง นับตั้งแต่ต้นปี 2551 ถึงปัจจุบันว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาโดยมีสถิติคนไทยถูกจับกุมจำนวน 658 ราย การกระทำความผิดที่พบมากได้แก่ ไม่มีเอกสารเดินทางที่ถูกต้อง อยู่เกินกำหนดเวลาที่ได้รับอนุญาตและไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของการตรวจลงตรา และรวมไปถึงเรื่องเกี่ยวกับการหลอกลวงและการฉ้อโกง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปในรูปแบบของการหลอกลวงให้คนไทยเดินทางมารับเงิรางวัลที่มาเลเซียไม่ว่าจะเป็นการติดต่อกันในประเทศไทยหรือเป็นการแจ้งการถูกรางวัลจากประเทศมาเลเซียแล้วขอให้เดินทางมารับเงินที่ประเทศมาเลเซียและเมื่อคนไทยเดินทางมาถึงก็จะถูกเรียกร้องให้เสียค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นค่าใช้จ่ายนายหน้าบ้างหรือค่าธรรมเนียมอื่นใดบ้างจนในที่สุดก็ไม่ได้รับรางวัลอันใดเลย

     ดังนั้นกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ จึงประชาสัมพันธ์เตือนคนไทยหรือนักท่องเที่ยวไทยเพื่อเป็นการป้องกันปัญหากระทำ
การผิดกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของประเทศมาเลเซียผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศมาเลเซียให้ใช้เอกสารการเดินทางที่ถูกต้องซึ่งได้แก่หนังสือเดินทางหรือบัตรผ่านแดน ทั้งนีโดยให้พำนักอยู่ตามกำหนดที่ได้รับอนุญาตและให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของการตรวจลงตราโดยเคร่งครัดโดยไม่ลักลอบทำงาน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา

(มิถุนายน 2551)


การประท้วงในกรุงนิวเดลีประเทศอินเดีย

      สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ได้รายงานว่าเกิดเหตุการจลาจลและการประท้วงโดยชนกลุ่มน้อย Gujjar ในรัฐราชาสถาน ซึ่งได้แผ่ขยายมาถึงเขตปริมณฑลของกรุงนิวเดลีประเทศอินเดียดังนั้นกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ จึงประชาสัมพันธ์เตือนคนไทยหรือนักท่องเที่ยวไทยในระยะนี้ ซึ่งการประท้วงยังคงดำเนินอยู่ในรัฐราชาสถานและขยายถึงในกรุงนิวเดลีและเขตปริมณฑล จึงอาจเกิดภัยอันตราย และผลกระทบในแง่ความไม่สะดวกในการเดินทางต่อนักท่องเที่ยวไทยได้ 

     เนื่องจากถนนและทางรถไฟหลายสายได้รับผลกระทบโดยรวมถึงเส้นทางที่จะไปทัชมาฮาล เมืองอักกรา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวไทยนิยมไป จึงขอให้คนไทยที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในกรุงนิวเดลีและรัฐราชาสถานรับทราบสถานการณ์ดังกล่าวและหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงนี้ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ขอให้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี เมื่อเดินทางถึงอินเดียเพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือได้ทันทีหากเกิดเหตุใดๆ


(มิถุนายน 2551)


ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพ
      สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก รายงานว่าได้รับแจ้งจากชาวไทยที่เดินทางไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อท่องเที่ยวหรือติดต่อธุรกิจต่างๆ ว่าถูกกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ เข้าไปขอตรวจหนังสือเดินทางและกระเป๋าเงิน แล้วถือโอกาสหยิบเงินในกระเป๋าและหลบหนีไป  ทั้งนี้  ยังเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันกับชาวญี่ปุ่นด้วย โดยพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพ มักจะดักรอนักท่องเที่ยวบริเวณด้านหน้าโรงแรม ห้างสรรพสินค้าและสถานบันเทิงต่างๆ โดยจะเลือกช่วงเวลาที่มีผู้คนไม่พลุกพล่านมากนัก จากนั้นจะส่งคนเข้าไปหาเป้าหมายโดยทำทีว่าจะสอบถามทาง โดยพูดภาษาดัตช์เพือให้แน่ใจว่าเป็นชาวต่างชาติที่ไม่รู้ภาษาดัตช์ เมื่อเห็นว่านักท่องเที่ยวไม่เข้าใจความหมายก็จะปลีกตัวจากไป  จากนั้นจะมีชาย 2 คนตรงเข้าไปหานักท่องเที่ยว และแจ้งว่าเป็นตำรวจเนเธอร์แลนด์ หรือ เจ้าหน้าทีนอกเครื่องแบบ โดยแสดงบัตรประจำตัวให้ดู แล้วขอดูหนังสือเดิทางเพื่อตรวจสอบวีซ่า จากนั้นจะขอดูเงินสดที่พกติดตัว โดยอ้างว่าเพื่อตรวจสอบว่ามีเงินยูโรปลอมอยู่ในครอบครองหรือไม่ เมื่อนักท่องเที่ยวส่งกระเป๋าเงินให้ตรวจดู ก็จะใช้โอกาสนั้นหยิบเงินในกระเป๋าและวิ่งหนีไป

กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ จึงขอประชาสัมพันธ์เตือนคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจต่างๆ ยังประเทศเนเธอร์แลนด์ โปรดระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพฉกเงินจากกระเป๋าโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และหากประสบกับกลุ่มที่อ้างตัวดังกล่าว ขอให้ตั้งขอสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นกลุ่มมิจฉาชีพแม้บุคคลเหล่านั้นจะแสดงบัตรประจำตัวให้ดูว่าเป็นเจ้าหน้าที่  หากไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นเจ้าหน้าที่จริงหรือกลุ่มมิจฉาชีพ ควรเลี่ยงการหยิบหนังสือเดินทางหรือกระเป๋าเงินให้ควรพยายามนำไปพบเจ้าหน้าที่โรงแรม/ห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นที่สามารถแยกแยะและสื่อสารกับกลุ่มคนเหล่านี้ได้ หากเป็นกลุ่มมิจฉาชีพจริง ก็จะปลีกตัวจากไปเอง


(มิถุนายน 2551)


พิมพ์  พิมพ์      ส่งต่อ  ส่งต่อ


หน้าถัดไป (2/22) หน้าถัดไป
Content ©



กันยายน 2553
 อา.  จ.  อ.  พ.  พฤ.  ศ.  ส.
  1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30  

-------------------------
ข่าวเตือนภัย
-------------------------


เตือนภัยนักท่องเที่ยวไทยในออสเตรีย อ่านต่อ...คลิก
-------------------
แก๊งตัมตุ๋นในแอฟริกาหลอกลวงว่าได้รับมรดกจำนวนมาก อ่านต่อ...คลิก
-------------------
รายได้พิเศษ! นำพาโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต อ่านต่อ...คลิก
-------------------
ขอประกาศเตือนคนไทยที่จะเดินทางไปต่างประเทศ อย่ากระทำผิดหรือหลงเชื่อคำชักชวนให้รับจ้างขนยาเสพติด เพราะปัจจุบัน ในหลายประเทศได้มีบทลงโทษเกี่ยวกับการลักลอบขนยาเสพติดที่รุนแรง หรืออาจถึงขั้นประหารชีวิต การลดหย่อนโทษแทบจะไม่มี
-------------------
เพิ่มความระมัดระวังหญิงไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด อ่านต่อ...คลิก
-------------------
บทลงโทษกรณีคนไทยลักลอบขนเฮโรอีนเข้าประเทศจีน อ่านต่อ...คลิก
-------------------
โทษของการลักลอบนำยาเสพติดเข้าสาธารณรัฐประชาชนจีน อ่านต่อ...คลิก
-------------------
ลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศจีนมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต อ่านต่อ...คลิก
-------------------
คดีหญิงไทยลักลอบขนยาเสพติดที่อาร์เจนตินา อ่านต่อ...คลิก
-------------------






















-------------------------
ข่าวประชาสัมพันธ์
-------------------------


ผู้ที่ทำใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทางหาย และมีความประสงค์จะได้สำเนาใบเสร็จรับเงินดังกล่าวขอได้โปรดปฏิบัติดังนี้

คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติม...

---------------------

ชมวีดีโอ



1-- มารู้จักกับหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์.

2-- ขั้นตอนการขอหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์.